.
หลัง สหรัฐฯ-อิสราเอล ถล่มอิหร่าน — จีนและรัสเซียจะโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก่อนสายหรือไม่?
16-3-2026
Asia Times รายงานว่า สงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) ได้กลายเป็นบทพิสูจน์ถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ "ภาวะสงบศึกนิวเคลียร์" (Nuclear Latency) ซึ่งหมายถึงกลยุทธ์การครอบครองขีดความสามารถในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่หยุดยั้งไว้ก่อนที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่การผลิตเป็นอาวุธจริง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ที่กำลังดำเนินกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกันท่ามกลางความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อ "การป้องปรามขยายส่วน" (Extended Deterrence) ของสหรัฐฯ
ความล้มเหลวของยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ในอิหร่าน
ทฤษฎีเบื้องหลังการรักษาระดับขีดความสามารถ (Threshold Strategy) คือการรักษาศักยภาพไว้เพื่อเป็นเครื่องมือป้องปรามและหลีกเลี่ยงผลกระทบทางการทูตจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม อิหร่านกลับสร้างสภาวะที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "ท่าทีนิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุด" นั่นคือการมีขีดความสามารถใกล้เคียงกับอาวุธมากพอที่จะสร้างความชอบธรรมให้ศัตรูเปิดการโจมตีเชิงป้องกัน (Preventive Attack) แต่กลับไม่มีอาวุธจริงที่มากพอจะป้องกันการโจมตีนั้นได้
เส้นทางคู่ขนานของกรุงโซลและกรุงโตเกียว
แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศเดียวที่เคยถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่ญี่ปุ่นได้ดำเนินกลยุทธ์ "การป้องกันตนเองเชิงรุก" (Hedging Strategy) มานานหลายทศวรรษ ผ่านการครอบครองพลูโทเนียมระดับอาวุธจำนวน 45 ตัน, ความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม, และเทคโนโลยีขีปนาวุธที่พัฒนาผ่านโครงการปล่อยดาวเทียม
ในขณะที่เกาหลีใต้ภายใต้รัฐบาลของนายอี แจมยอง (Lee Jae Myung) กำลังเจรจาขอแก้ไขข้อตกลง 123 กับสหรัฐฯ เพื่อขอสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสำหรับสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งแรงผลักดันสำคัญของทั้งสองประเทศไม่ได้มาจากภัยคุกคามของประเทศจีน (China), ประเทศรัสเซีย (Russia) หรือเกาหลีเหนือเท่านั้น แต่มาจากความสงสัยในความมุ่งมั่นของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต่อความเป็นพันธมิตร
หน้าต่างแห่งความเปราะบาง (Window of Vulnerability)
คำถามสำคัญคือ ศัตรูจะเลียนแบบยุทธวิธีที่สหรัฐฯ และประเทศอิสราเอล (Israel) ใช้ในอิหร่าน เพื่อทำลายขีดความสามารถนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก่อนที่จะข้ามขีดจำกัดหรือไม่? ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือ "หน้าต่างแห่งความเปราะบาง" ซึ่งเป็นช่องว่างระหว่างวันที่ทั้งสองประเทศเริ่มเคลื่อนไหวสู่การสร้างอาวุธจริงจนถึงวันที่สามารถสร้างคลังอาวุธที่ใช้งานได้จริง
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ญี่ปุ่นมีความได้เปรียบอย่างมาก โดยอาจประกอบอาวุธยูเรเนียมได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี ส่วนอาวุธพลูโทเนียมอาจใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ขณะที่เกาหลีใต้อาจต้องใช้เวลากว่า 2 ปีเพียงเพื่อผลิตวัสดุฟิสไซล์ (Fissile Material) อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ในการเป็นพันธมิตรระหว่าง "ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้" โดยที่เกาหลีใต้สนับสนุนความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาวุธ และญี่ปุ่นสนับสนุนวัสดุฟิสไซล์
นิวเคลียร์ในฐานะตัวเร่งความขัดแย้ง
แทนที่จะเป็นเครื่องมือป้องปราม ภาวะสงบศึกนิวเคลียร์อาจกลายเป็นตัวเร่งความขัดแย้งที่มันควรจะป้องกัน หากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ขยับตัวเข้าใกล้ขีดจำกัดการผลิตอาวุธ จีนอาจเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง และเกาหลีเหนืออาจดึงรัสเซียเข้ามาแทรกแซง
ท้ายที่สุด ผู้กำหนดนโยบายในโตเกียวและโซลจะต้องเลือกว่าจะมองกรณีอิหร่านเป็นบทเรียนเตือนใจ หรือจะสรุปว่าท่ามกลางภัยคุกคามที่เลวร้ายลงและการรับประกันจากพันธมิตรที่อ่อนแอลง พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่าการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพื่อความอยู่รอด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/03/iran-war-challenges-nuclear-latency-strategy-of-japan-south-korea/