เปิดแผนลับ ‘Epic Fury’ สหรัฐฯ กางโจทย์ 5 ข้อ
เปิดแผนลับ ‘Epic Fury’ สหรัฐฯ กางโจทย์ 5 ข้อ ส่งทหารราบถล่มอิหร่าน ชี้ ‘ภารกิจชิงนิวเคลียร์’ เสี่ยงอันตรายที่สุด ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากชาวอเมริกันกว่า 70%
21-3-2026
Newsweek รายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำลังพิจารณาทางเลือกในการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ เข้าร่วมรบในสงครามที่อิหร่าน ซึ่งเป็นแนวทางที่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนยังแทบคิดไม่ถึง และจะเปลี่ยนโฉมหน้าความรุนแรงและระดับของความขัดแย้งอย่างมีนัยสำคัญ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการระดม “ทหารสหรัฐฯ จำนวนหลายพันนาย” ไปประจำการในภูมิภาค เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านยุทธการเมื่อสงครามพัฒนาไป แม้ยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่การหารือสะท้อนสัญญาณเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังอากาศและทางเรือเป็นหลัก ไปสู่ปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดและเฉพาะจุด
“Operation Epic Fury” ซึ่งเป็นชื่อรหัสปฏิบัติการ มีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่กว้างไกล ได้แก่ การรื้อทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน ทำให้กองทัพเรืออิหร่านอ่อนแอลง และป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้สำเร็จ ภายใต้กรอบดังกล่าว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณา 5 ฉากทัศน์หลักว่าการส่งทหารภาคพื้นดินเข้าสู่อิหร่านจะมีรูปแบบอย่างไร โดยหนึ่งในภารกิจที่อ่อนไหวที่สุดคือการเข้าไปยึดและรักษาคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและอันตรายอย่างยิ่ง
นี่คือ 5 ฉากทัศน์ที่ฝ่ายยุทธศาสตร์สหรัฐฯ กำลังประเมินความเป็นไปได้:
1. การเข้าควบคุมวัสดุกัมมันตรังสีและคลังนิวเคลียร์
เป็นทางเลือกที่ละเอียดอ่อนและอันตรายที่สุด คือการส่งหน่วยรบพิเศษเข้ายึดคลังเก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ได้รวมอยู่ที่จุดเดียว แต่กระจายอยู่ตามไซต์งานต่างๆ ที่ฝังลึกใต้ดินและมีการป้องกันอย่างหนาแน่น ภารกิจนี้เสี่ยงต่อการถูกตีความว่าเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของระบอบการปกครอง ซึ่งอาจจุดชนวนให้สงครามขยายตัวเกินขอบเขตปัจจุบัน
2. การเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island)
เกาะคาร์กคือหัวใจทางเศรษฐกิจที่รองรับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านถึง 90% การส่งทหารเข้ายึดครองจะช่วยให้วอชิงตันกุมอำนาจต่อรองเหนือกระแสพลังงานโลกได้มากกว่าการเพียงแค่ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทว่าความเสี่ยงคือเกาะมีขนาดเล็กและตั้งอยู่ในจุดที่เปิดโล่ง ทำให้ทหารสหรัฐฯ ตกเป็นเป้าโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้ง่าย
3. การรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ
เพื่อให้แน่ใจว่าเรือบรรทุกน้ำมันจะสัญจรได้อย่างปลอดภัย สหรัฐฯ อาจต้องส่งทหารเข้าประจำการตามแนวชายฝั่งของอิหร่าน แม้จะอ้างว่าเป็นภารกิจเพื่อปกป้องการค้าโลก แต่การมีทหารบนแผ่นดินอิหร่านแม้เพียงจำกัดก็อาจเป็นการยั่วยุให้เกิดการตอบโต้ที่รุนแรง และลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามที่คาดเดาไม่ได้
4. การปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญ
ฉากทัศน์นี้คล้ายกับภารกิจในสงครามอิรัก คือการส่งกองกำลังเข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น แหล่งก๊าซเซาท์ พาร์ส (South Pars) เพื่อป้องกันความไร้เสถียรภาพ แต่การเฝ้าระวังพื้นที่ขนาดใหญ่นี้ต้องการกำลังพลจำนวนมากและทำให้ทหารตกเป็นเป้าของการโจมตีแบบกองโจรหรือโดรนพลีชีพได้ตลอดเวลา
5. การบุกรุกเต็มรูปแบบ (Full-scale Invasion)
เป็นทางเลือกที่รุนแรงที่สุดและเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปได้น้อยที่สุด เนื่องจากขนาดประชากร สภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย และสถาบันรัฐที่เข้มแข็งของอิหร่าน จะทำให้สงครามครั้งนี้มีความซับซ้อนและสูญเสียมหาศาลยิ่งกว่าในอิรักหรืออัฟกานิสถานหลายเท่าตัว
ความจริงทางการเมือง: กระแสคัดค้านจากสาธารณชน
แม้ทางเลือกทางทหารจะขยายตัวออกไป แต่เสียงสนับสนุนจากชาวอเมริกันกลับสวนทางกัน:
โพลจาก CNN: ชาวอเมริกันคัดค้านการส่งทหารราบถึง 60% ต่อ 12%
โพลจาก Quinnipiac: พบช่องว่างที่กว้างกว่าคือ 74% ต่อ 20%
แม้แต่ในพรรครีพับลิกัน: มีผู้สนับสนุนเพียง 27-37% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการส่งทหาร
บทสรุป:
การที่ทำเนียบขาวเริ่มพิจารณาการส่งทหารราบ (Boots on the ground) แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้กำลังเข้าสู่ระยะที่อันตรายยิ่งขึ้น ทรัมป์พยายามรักษา "ความยืดหยุ่น" ในการดำเนินนโยบาย แต่เส้นแบ่งระหว่างสงครามจำกัดวงกับสงครามเต็มรูปแบบนั้นกำลังบางลงทุกที โจทย์สำคัญคือทรัมป์จะบรรลุเป้าหมายการทำลายขีดความสามารถทางทหารและนิวเคลียร์ของอิหร่านได้อย่างไร โดยไม่ถลำลึกเข้าสู่สงครามยืดเยื้อที่เขาเคยสัญญาว่าจะหลีกเลี่ยง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/us-ground-troops-to-iran-war-the-5-scenarios-11702250