ฟิลิปปินส์รุกคืบจับมือ NATO
ฟิลิปปินส์รุกคืบจับมือ NATO ยุโรป เสี่ยงเจอ “ทางสองแพร่ง” ระหว่างทรัมป์–พันธมิตรตะวันตก และศึกทะเลจีนใต้
31-3-2026
SCMP รายงานว่า ประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) กำลังแสวงหาความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศที่กว้างขวางขึ้นกับประเทศสมาชิกในยุโรปขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) แม้ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ (US) ยังคงมีท่าทีตำหนิกลุ่มพันธมิตรความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนี้อย่างรุนแรง จากการขาดการมีส่วนร่วมในสงครามตะวันออกกลาง (Middle East war)
ในขณะที่นักสังเกตการณ์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับความเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสมาชิกหลักของ NATO แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีการโต้แย้งว่ารัฐบาลมานิลา (Manila) อาจต้องเผชิญกับ "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางยุทธศาสตร์" (Strategic dilemma) หากความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรทั้ง 32 ประเทศ ขัดต่อผลประโยชน์ของรัฐบาลวอชิงตัน (Washington)
กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า นายกิลเบอร์โต ทีโอโดโร จูเนียร์ (Gilberto Teodoro Jnr) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ ได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวต่อ พลเรือเอก จูเซปเป คาโว ดราโกเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะกรรมการการทหารของ NATO นอกรอบการประชุม Paris Defence and Strategy Forum 2026 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
รายงานข่าวระบุว่า นายทีโอโดโร กล่าวว่าฟิลิปปินส์ "กำลังวางรากฐาน" เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันและการแลกเปลี่ยนกับกลุ่มประเทศ NATO รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) โดยเขาย้ำว่าการดำเนินการนี้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐบาลมานิลาในการสร้างความเข้มแข็งและปกป้องสวัสดิภาพของชาวฟิลิปปินส์ในต่างแดน ซึ่งคาดว่ามีจำนวนราว 10 ล้านคนที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ แม้ฟิลิปปินส์จะไม่ได้เป็นสมาชิก NATO แต่ได้รับการกำหนดให้เป็นพันธมิตรหลัก (Major partner) ของกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2003
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์และประเทศฝรั่งเศส (France) ซึ่งเป็นสมาชิก NATO ได้ลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับการวางกำลังพลทางทหารและการฝึกซ้อมร่วม ณ กรุงปารีส (Paris) ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฟิลิปปินส์และประเทศเยอรมนี (Germany) สมาชิก NATO อีกราย ได้ตกลงที่จะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงและอุปกรณ์ป้องกันประเทศเมื่อปีที่แล้ว
เชสเกอร์ คาบัลซา (Chester Cabalza) ผู้ก่อตั้งและประธานสถาบันคลังสมอง International Development and Security Cooperation มองว่าข้อตกลงดังกล่าวมีแนวโน้มจะเน้นไปที่การจัดหาอาวุธและการฝึกอบรม โดยในส่วนของข้อตกลงกับฝรั่งเศสนั้น เขาระบุว่ามานิลาตั้งเป้าที่จะกระจายเครือข่ายทางทหารกับมหาอำนาจภายนอกภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าการขยายขนาดและจำนวนผู้เข้าร่วมในการฝึก "บาลิกาทัน" (Balikatan) เป็นสัญญาณของ "ยุคทองแห่งพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ" ระหว่างฟิลิปปินส์และพันธมิตรรายต่างๆ ซึ่งการฝึกประจำปีนี้เป็นการฝึกหลักระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศส, ญี่ปุ่น (Japan) และออสเตรเลีย (Australia) โดยนับตั้งแต่ปี 2012 การฝึกได้จัดขึ้นในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ปาลาวัน (Palawan), บาตาเนส (Batanes) และลูซอนตอนกลาง (central Luzon)
มัตเตโอ เปียเซนตินี (Matteo Piasentini) นักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จากสถาบัน Geopolitica.info ของอิตาลี (Italy) และอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ดิลิมาน (University of the Philippines Diliman) กล่าวว่าข้อตกลงระหว่างมานิลาและสมาชิก NATO จะนำไปสู่การเยี่ยมเยียนในระดับทวิภาคี การแลกเปลี่ยนข้อมูลความมั่นคง และความร่วมมือในด้านอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ระดับความร่วมมือจากพันธมิตรในยุโรปจะขึ้นอยู่กับว่าประเทศเหล่านั้นพิจารณาว่าใครคือ "ผู้ท้าทายทางยุทธศาสตร์" (Strategic challengers)
การพบหารือระหว่าง นายทีโอโดโร และ พลเรือเอกดราโกเน เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สงครามตะวันออกกลางยังคงสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจทั่วโลก ในขณะที่ NATO กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้ง หลังจากประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราวร้อยละ 20 ของโลก รายงานจาก ING ระบุว่าฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากสงคราม เนื่องจากต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย (Gulf region) มากกว่าประเทศอื่นๆ
นายคาบัลซา ระบุว่าสมาชิก NATO ส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านของรัฐบาลวอชิงตัน และนี่คือปัจจัยที่สร้าง "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางยุทธศาสตร์" ให้กับฟิลิปปินส์ เนื่องจากฟิลิปปินส์ยังคงต้องการแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ในประเด็นข้อพิพาทดินแดนกับประเทศจีน (China) ที่ยืดเยื้อมานาน
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นายทรัมป์ ได้กล่าวโจมตี NATO อย่างรุนแรงจากการขาดการสนับสนุนในสงครามอิหร่าน โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น "คนขลาด" (Cowards) หลังจากพันธมิตรในยุโรปไม่ตอบรับข้อเรียกร้องของเขาในการช่วยรักษาความปลอดภัยทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ โดย นายทรัมป์ ได้พยายามกดดันให้ NATO และพันธมิตรอื่นๆ รับผิดชอบมากขึ้นและเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ
ฮูลิโอ อะมาดอร์ (Julio Amador) รักษาการประธาน Foundation for the National Interest และผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา FACTS Asia มองว่าระดับความร่วมมือระหว่างฟิลิปปินส์และสมาชิก NATO จะขึ้นอยู่กับปัจจัยจากสหรัฐฯ เป็นสำคัญ โดยเขากล่าวว่า "รัฐบาลทรัมป์ต้องการให้ยุโรปมุ่งเน้นไปที่ประเด็นความมั่นคงและการป้องกันในยุโรปเอง ซึ่งหมายถึง ยูเครน (Ukraine) และรัสเซีย (Russia) ดังนั้นในทางปฏิบัติ ผมยังมองไม่เห็นว่า NATO จะเข้ามามีส่วนร่วมในภูมิภาคนี้ได้อย่างไรเมื่อความต้องการในฝั่งนั้นยังคงมีอยู่"
ในทางตรงกันข้าม นักวิเคราะห์อีกส่วนมองว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดขึ้นระหว่างฟิลิปปินส์และสมาชิก NATO จะช่วยส่งเสริมพันธมิตรความมั่นคงที่มีอยู่เดิมของมานิลา รวมถึงความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดย นายเปียเซนตินี ให้ความเห็นปิดท้ายว่า "NATO ไม่ใช่กลุ่มก้อนที่มาแข่งกับสหรัฐฯ แต่ตรงกันข้าม มันคือประชาคมความมั่นคงพหุภาคีที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงินอย่างหนักจากวอชิงตัน ดังนั้นผมจึงตีความความเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็นความพยายามในการกระจายความเสี่ยงภายในแนวร่วมความมั่นคงที่มีอยู่เดิม"
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3348203/why-philippines-may-face-strategic-dilemma-over-nato-partnership-us-demands?module=top_story&pgtype=section