.
ภาพดาวเทียมพบกองทัพจีนดัดแปลง "J-6W" เป็นโดรนพลีชีพจ่อประชิดช่องแคบไต้หวัน ท่ามกลางคลังแสงสหรัฐฯที่ร่อยหรอ นักวิเคราะห์ชี้อาจโจมตีในปี 2027
31-3-2026
The Telegraph รายงานโดยอ้างอิงภาพถ่ายทางดาวเทียมล่าสุดระบุว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ทำการประกอบฝูงบินโดรนโจมตีที่ดัดแปลงมาจากเครื่องบินขับไล่รุ่นเก่า โดยนำมาวางกำลังไว้ในระยะประชิดกับเกาะไต้หวัน
รายงานวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมจากสถาบันมิตเชลล์เพื่อการศึกษาการบินและอวกาศ (Mitchell Institute for Aerospace Studies) เผยให้เห็นโดรนรุ่น J-6W ของจีนอย่างน้อย 200 ลำ ถูกส่งไปประจำการยังฐานทัพต่าง ๆ ตลอดแนวช่องแคบไต้หวัน ซึ่งจากจุดดังกล่าว โดรนเหล่านี้จะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการบินเข้าสู่เขตแดนและอาจสร้างสภาวะตึงเครียดจนระบบป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันไม่สามารถรับมือได้ทัน
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ผู้นำจีน ได้ออกคำสั่งให้กองทัพเตรียมความพร้อมสำหรับการโจมตีไต้หวันภายในปี 2027 และมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการนำมาใช้งานจริงภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นเครื่องบินขับไล่ J-6 "Farmer" ซึ่งพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ด้วยความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต จอดประจำการอยู่ที่ฐานทัพ 6 แห่งใกล้กับเกาะไต้หวัน
แม้ว่า J-6 จะถือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ล้าสมัยไปแล้วในเชิงปฏิบัติการการบิน แต่ปัจจุบันได้ถูกนำมาปรับปรุงใหม่ (Recycled) ให้กลายเป็นโดรนที่สามารถใช้กลยุทธ์แบบ "คามิคาเซ่" (Kamikaze) หรือการโจมตีพลีชีพ โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตนักบินจีน ทั้งนี้ในการแสดงการบิน Changchun Air Show ที่ผ่านมา มีการจัดแสดงเครื่องบิน J-6 รุ่นดั้งเดิม ซึ่งเหล่านักวิจัยให้ความเห็นว่าพวกมันสามารถติดตั้งขีปนาวุธแบบอากาศสู่อากาศ, ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ, ระเบิดทำลายรันเวย์ และจรวดแบบไม่นำวิถีได้
เจ. ไมเคิล ดาห์ม (J. Michael Dahm) อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองกองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่า J-6W มีความเร็วมากกว่า 1.45 เท่าของความเร็วเสียง โดยจะทำหน้าที่เสมือนเป็นขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles) เขากล่าวในรายงานที่รวบรวมจากภาพดาวเทียมและข่าวกรองจากแหล่งเปิด (Open-source intelligence) ว่าโดรนเหล่านี้จะถูกใช้งานในช่วงชั่วโมงแรกของการบุกรุกไต้หวัน โดยจะเข้าโจมตีเป้าหมายของไต้หวัน สหรัฐฯ หรือพันธมิตรในจำนวนมหาศาล เพื่อทำลายขีดความสามารถของระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของไต้หวัน ระบุเสริมว่าโดรนดัดแปลงเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อ "ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวันอ่อนกำลังลงในระลอกแรกของการโจมตี" ซึ่งจะบีบให้ไต้หวันต้องใช้ "ขีปนาวุธราคาแพง" เพื่อสกัดกั้นโดรนเหล่านี้ไม่ให้เข้าถึง "เป้าหมายที่มีมูลค่าสูง"
กองทัพอากาศจีนได้จัดแสดง J-6W ในงาน Changchun Air Show เมื่อเดือนกันยายน โดยนิยามว่าเป็น "รุ่นปรับปรุงของเครื่องบินขับไล่ J-6" ซึ่งมีการถอดปืนใหญ่ออกและติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติแทน โดยภาพระยะใกล้เผยให้เห็นว่าที่นั่งนักบินในห้องนักบินถูกถอดออกไปแล้ว ข้อมูลระบุว่าตรวจพบอากาศยานดังกล่าวที่ฐานทัพ 5 แห่งในมณฑลฝูเจี้ยน (Fujian) ได้แก่ สนามบินอี้เซียว (Yixo), ฐานทัพอากาศหลงเทียน (Longtian), ฮุ่ยอัน (Hui’an), สนามบินหลงหยาน (Longyan) และสนามบินจิ่งกังซาน (Jing Gang Shan) นอกจากนี้ยังพบที่สนามบินซิงหนิง (Xingning) ในมณฑลกวางตุ้ง (Guangdong) อีกด้วย
ทั้งนี้ ฐานทัพหลงเทียนซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด ตั้งอยู่ห่างจากกรุงไทเป (Taipei) เมืองหลวงของไต้หวันเพียง 135 ไมล์ ซึ่งโดรนสามารถเดินทางถึงได้ในเวลาประมาณ 7 นาที
แม้รายงานข่าวกรองของสหรัฐฯ ในเดือนนี้จะอ้างว่าจีนได้เลื่อนแผนการบุกรุกออกไปและจะพยายามเข้ายึดครองไต้หวัน "โดยไม่ใช้กำลัง" แทน แต่รายงานจากเพนตากอน (Pentagon) ที่ส่งถึงสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคมกลับระบุว่า จีน "คาดหวังที่จะสามารถทำสงครามและชนะเหนือไต้หวันได้ภายในสิ้นปี 2027" อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่าไทม์ไลน์ในปี 2028 มีความเป็นไปได้มากกว่าสำหรับการบุกรุก
ปีเตอร์ เลย์ตัน (Peter Layton) อดีตนาวาอากาศเอกแห่งกองทัพอากาศออสเตรเลียซึ่งเคยทำงานที่เพนตากอน ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ (Reuters) ว่าจีนอาจเปิดฉาก "การโจมตีระลอกใหญ่" ที่ผสมผสานทั้งเครื่องบิน, ขีปนาวุธที่มีวิถีการบินแตกต่างกัน รวมถึงโดรนที่มีทั้งความเร็วสูงและต่ำ โดยจะมีองค์ประกอบที่หลากหลายพุ่งเข้าหาเป้าหมายพร้อมกัน ซึ่งจะกลายเป็น "ฝันร้ายของระบบป้องกันภัยทางอากาศ"
เอริก โกเมซ (Eric Gomez) นักวิจัยจาก Taiwan Security Monitor ผู้เคยจำลองสถานการณ์สงคราม (Wargame) การบุกรุกของจีน เห็นพ้องว่า J-6W จะถูกใช้เป็นฉากหน้าเพื่ออำพรางโดรนหรือขีปนาวุธที่ทันสมัยกว่า เนื่องจากโดรนเหล่านี้ดัดแปลงมาจากเครื่องบินรุ่นเก่าที่มีขนาดสัญญาณเรดาร์ (Radar signature) ค่อนข้างใหญ่ จึงสามารถดึงความสนใจหรือรบกวนภาพจากเซ็นเซอร์ของผู้ป้องกันภัยทางอากาศไต้หวัน ทำให้ไต้หวันต้อง "ผลาญกระสุน" ไปกับเป้าหมายเหล่านี้จนไม่เหลือไว้สกัดกั้นอาวุธที่มีอานุภาพสูงกว่า นอกจากนี้ ด้วยขนาดและน้ำหนักของมัน การโจมตีแบบคามิคาเซ่ยังสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อ "เป้าหมายที่อ่อนแอ" (Soft targets) เช่น อาคารพลเรือน โรงไฟฟ้า และคลังเก็บเชื้อเพลิง
จีนมักนำยุทธวิธีในอดีตมาปรับใช้ในการพัฒนาอาวุธสำหรับโจมตีไต้หวัน เช่น การเรือบรรทุกพลแบบวัน "D-Day" เพื่อเปิดแนวรบหลายด้าน รวมถึงการใช้สะพานเคลื่อนที่เพื่อข้ามพื้นที่ทุรกันดาร และส่งรถถังรวมถึงยานพาหนะหนักสำหรับการยกพลขึ้นบก ซึ่งเดิมทีไต้หวันเคยคาดการณ์ว่าการโจมตีจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) จะเกิดขึ้นเพียงไม่กี่จุด ณ ท่าเรือที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาเท่านั้น
ทางด้านนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อไต้หวันคือการป้องปรามการบุกรุกด้วยการรักษาความได้เปรียบทางทหารเหนือปักกิ่ง เพื่อให้ต้นทุนในการบุกรุกสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจีนจะยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าจีนได้ร่นระยะห่างในการแข่งขันทางอาวุธในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่สงครามในประเทศอิหร่าน (Iran) กำลังทำให้คลังแสงของสหรัฐฯ ร่อยหรอลง และอาจส่งผลกระทบต่อการส่งมอบอาวุธให้แก่ไต้หวัน
รายงานจากสถาบัน Royal United Services Institute (Rusi) ระบุว่า สหรัฐฯ เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนที่คลังแสงของระบบป้องกันภัยทางอากาศ THAAD รวมถึงขีปนาวุธโจมตีภาคพื้นดินแบบ ATACMs และ PrSM จะหมดลง โดยในช่วง 16 วันของสงครามกับอิหร่าน สหรัฐฯ ได้ใช้ขีปนาวุธที่มีความแม่นยำสูง (PrSM) และรุ่นเก่าอย่าง ATACMS ไปแล้วกว่า 320 ลูก ซึ่งขีปนาวุธ PrSM นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อขับไล่การบุกรุกไต้หวันโดยเฉพาะ ด้วยระยะยิง 300 ไมล์ที่สามารถจมเรือรบจีนก่อนจะข้ามช่องแคบได้ และสามารถยิงจากเครื่องยิงเคลื่อนที่ซึ่งยากต่อการตกเป็นเป้าทำลาย
แคทเธอรีน ทอมป์สัน (Katherine Thompson) อดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอน เปิดเผยกับ เดอะ เทเลกราฟ (The Telegraph) ว่าความต้องการอาวุธในสงครามจะลดทอนขีดความสามารถของสหรัฐฯ ในการป้องปรามจีนจากการบุกไต้หวัน นอกจากนี้ กลุ่มเหยี่ยว (Hawks) ที่มีจุดยืนแข็งกร้าวต่อจีนยังแสดงความกังวลต่อท่าทีของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โดยรายงานจากเพนตากอนเมื่อเดือนมกราคมระบุว่า จีนไม่ได้ถูกพิจารณาว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงสูงสุดอีกต่อไป โดยยุทธศาสตร์ป้องกันชาติ (National Defence Strategy) ระบุเป้าหมายว่า "ไม่ใช่การครอบงำจีน หรือการบีบคั้นหรือทำให้พวกเขาอับอาย" และไม่มีการกล่าวถึงไต้หวันในรายงานฉบับดังกล่าว
อย่างไรก็ดี กฎหมายของสหรัฐฯ กำหนดให้วอชิงตันต้องจัดหาอาวุธให้ไต้หวันเพียงพอสำหรับการป้องกันตนเอง โดยสภาคองเกรสได้เห็นชอบแพ็กเกจสนับสนุนทางทหารมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เมื่อปลายปีที่แล้ว และยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติในเดือนพฤศจิกายนยังประกาศว่า การหยุดยั้งความขัดแย้งในไต้หวันเป็น "ลำดับความสำคัญเร่งด่วน" เนื่องจากความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการหยุดชะงักของการเดินเรือในทะเลจีนใต้ แต่รายงานยังระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จะเบนเข็มความสนใจออกจากตะวันออกกลาง หลังจากเกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทที่เหมาะสมในช่วง 4 สัปดาห์แรกของสงครามอิหร่าน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/03/28/china-assembles-fleet-of-attack-drones-near-taiwan/?WT.mc_id=tmgoff_tw_post_of-attack-drones-near-taiwan/