จีนและเอเชียกำลังผงาดศูนย์กลาง ศก.
จีนและเอเชียกำลังผงาดเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและอำนาจทหาร เร็วเกินกว่าสหรัฐฯ จะปรับตัวทัน
31-3-2026
Foreign Policy รายงานว่า ในปี 2011 รัฐบาลโอบามา (Obama) ได้ประกาศนโยบาย "ปักหมุดเอเชีย" (Pivot to Asia) อย่างกล้าหาญ โดยกำหนดให้เอเชีย-แปซิฟิกเป็นจุดยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับการผงาดขึ้นของจีน (China) ทว่าในวันนี้ นโยบายดังกล่าวกลับดูเหมือน "ซอมบี้" ที่ยังมีชีวิตแต่ไร้วิญญาณ เมื่อพลวัตของจีนและการผงาดของเอเชียในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและกำลังทหารได้ก้าวข้ามความสามารถในการปรับตัวของสหรัฐฯ ไปเสียแล้ว
แซค คูเปอร์ (Zack Cooper) ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียจากสถาบัน American Enterprise Institute ได้ให้นิยามว่านโยบายนี้ "ตายแล้ว" โดยชี้ให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์จากการที่สหรัฐฯ เริ่มเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์สำคัญออกจากเอเชีย-แปซิฟิก เช่น การถอนระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD และ Patriot ออกจากเกาหลีใต้ รวมถึงการเคลื่อนย้ายนาวิกโยธินกว่า 5,000 นายจากญี่ปุ่นไปยังอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) ในขณะที่สงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น
ความย้อนแย้งระหว่างลำดับความสำคัญและเหตุการณ์เฉพาะหน้า
นับตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดระหว่าง "สิ่งที่ประกาศว่าเป็นลำดับความสำคัญ" กับ "การตอบโต้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น" นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หลังยุคสงครามเย็นมักดูเหมือนเกม "ตีตุ่น" (Whack-a-mole) ที่คอยไล่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว ดังจะเห็นได้จากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับตะวันออกกลางลึกขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเคยประกาศว่ายุคที่ตะวันออกกลางครอบงำนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
ความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอน
แม้ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ จะยังคงรักษาความสัมพันธ์และเครือข่ายพันธมิตรในเอเชียไว้ รวมถึงมูลค่าการค้าและการลงทุนที่ยังคงสูงลิ่ว (กว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2025) แต่ความรู้สึกของผู้นำและนักยุทธศาสตร์ในเอเชียกลับเต็มไปด้วยความกังวลและไม่แน่ใจ มาซาตากะ โอกาโนะ (Masataka Okano) อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงของญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ จำเป็นต้อง "มองข้ามสหรัฐฯ" เพื่อจัดการกับความกังวลร่วมกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ
ขณะที่เกาหลีใต้ (South Korea) เริ่มแสดงความกังวลว่ายุทธศาสตร์การป้องกันของสหรัฐฯ เน้นไปที่การปกป้อง "แนวเกาะที่หนึ่ง" (First Island Chain) เพื่อสกัดกั้นจีน มากกว่าการปกป้องพันธมิตรตามสนธิสัญญาอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอย่างชัดเจน
การแสวงหาทางเลือกใหม่ของเอเชีย
ความไม่ชัดเจนนี้กระตุ้นให้เกิดลัทธิชาตินิยมในหมู่พันธมิตร ญี่ปุ่นเริ่มเสริมสร้างกำลังทหารและแสวงหาบทบาทนำในภูมิภาคด้วยตนเอง ขณะที่เกาหลีใต้เริ่มมีกระแสเรียกร้องการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารที่เป็นอิสระมากขึ้น (Strategic Autonomy) นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงการค้าสำคัญอย่าง TPP ทำให้อำนาจนำทางเศรษฐกิจตกไปอยู่ในมือของความตกลงที่ไม่มีสหรัฐฯ อย่าง RCEP และ CPTPP ซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
บทสรุป: อนาคตที่ไร้ศูนย์กลาง
แนวโน้มทางโครงสร้างที่ขับเคลื่อนภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน ทั้งการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีน และชาตินิยมทางเทคโนโลยี จะยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่เอเชียพยายามสร้างกลไกรับมือเพื่อรักษาอำนาจตัดสินใจของตนเองจากมหาอำนาจทั้งสอง
ตราบใดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงถูกดึงทรัพยากรและสมาธิไปกับสงครามในตะวันออกกลางที่ไม่จบสิ้น นโยบาย "ปักหมุดเอเชีย" ก็จะยังคงมีสภาพเป็นซอมบี้ทางการเมืองต่อไป โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งอาจจบลงด้วยการพังทลายของระเบียบเดิม "อย่างช้า ๆ และทันทีทันใด" ตามคำกล่าวของเฮมิงเวย์ และนำไปสู่ระเบียบการเงินและการเมืองโลกที่ไม่ได้หมุนรอบสกุลเงินหรือมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวอีกต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://x.com/ForeignPolicy/status/2038602479676411984?s=20