เหตุใดข้อตกลงสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุผลได้ยาก
เหตุใดข้อตกลงสันติภาพ สหรัฐฯ-อิหร่าน จึงบรรลุผลได้ยากยิ่ง?
8-4-2026
สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านนั้นขยายไปไกลกว่าโรงงานนิวเคลียร์มาก โดยสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะยากต่อการซ่อมแซมในระยะสั้น และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุข้อตกลงใดๆ ในอนาคต
ท่ามกลางวงล้อมของเปลวเพลิงสงครามในตะวันออกกลาง ความพยายามทางการทูตล่าสุดนำโดยประเทศปากีสถาน (Pakistan) ที่เสนอแผนลดความขัดแย้งระหว่างประเทศอิหร่าน (Iran) และประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อเส้นตายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กำหนดให้อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) กำลังจะหมดลงในคืนวันอังคารนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ท่ามกลางคำขู่ทำลายล้างสะพานและโรงไฟฟ้าทั่วอิหร่านหากการเจรจาล้มเหลว
จากการวิเคราะห์สถานการณ์บีบคั้นนี้ สามารถถอดรหัสปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบรรลุข้อตกลงสันติภาพกลายเป็นเรื่องที่ "ยากยิ่ง" ได้ใน 3 มิติหลัก ดังนี้:
1. วิกฤตความเชื่อถือและเงื่อนไขที่สวนทาง (The Trust Deficit)
อุปสรรคประการแรกคือ "ความไม่ไว้วางใจ" ต่อคำมั่นสัญญา แม้จะมีรายงานเรื่องข้อเสนอหยุดยิงระยะแรก 45 วัน แต่จุดยืนของทั้งสองฝ่ายกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โดยเตหะรานต้องการการรับประกันการหยุดยิง "อย่างถาวร" และคำมั่นว่าทั้งสหรัฐฯ และประเทศอิสราเอล (Israel) จะยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด
มอจตาบา เฟอร์ดูซี ปูร์ (Mojtaba Ferdousi Pour) หัวหน้าคณะผู้แทนทูตอิหร่านในกรุงไคโร ย้ำชัดว่าอิหร่านจะยอมรับข้อตกลงก็ต่อเมื่อมีการรับประกันความปลอดภัยในอนาคตเท่านั้น ขณะที่ข้อเสนอ 15 ประเด็นของวอชิงตันถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ "เกินกว่าเหตุและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในสมรภูมิ" นอกจากนี้ อิหร่านยังตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในการควบคุมอิสราเอลในฉนวนกาซา (Gaza) แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงไปก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อิหร่านกังขาในความศักดิ์สิทธิ์ของข้อตกลง
2. เดิมพันสูงที่ช่องแคบฮอร์มุซ (The Hormuz Deadlock)
มิติทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) กลายเป็น "ตัวประกัน" ชิ้นสำคัญในเกมนี้ ภายใต้การกดดันจากนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) แห่งอิสราเอล ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ได้ชูเงื่อนไข "เปิดช่องแคบแลกสันติภาพ" พร้อมข้อเสนอสุดขั้วอย่างการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (Tolls) จากเรือเดินสมุทรเพื่อตัดหน้าอิหร่าน
ในทางกลับกัน อิหร่านซึ่งถือไพ่ใบนี้เป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด โดยมีน้ำมันไหลผ่านกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2025 ยืนกรานผ่าน เซย์เยด เมห์ดี ทาบาตาบาอี (Seyyed Mehdi Tabatabaei) โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีว่า การเปิดเส้นทางน้ำนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการนำรายได้บางส่วนมา "ชดเชยความเสียหายจากสงคราม" ที่สหรัฐฯ ก่อขึ้นเท่านั้น การปะทะกันทางนโยบายนี้ทำให้ฮอร์มุซกลายเป็นจุดอับที่หาทางออกร่วมกันได้ยาก
3. สงครามนิวเคลียร์ที่แผ่ขยายสู่พลเรือน (Nuclear Overreach)
ประเด็นสุดท้ายคือการเปลี่ยนผ่านของเป้าหมายสงคราม จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงโครงการนิวเคลียร์ ได้ขยายตัวสู่การทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ยืนยันมาโดยตลอดว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยอ้างว่าเตหะรานใช้ "โล่นิวเคลียร์" เป็นฉากหน้าในการสังหารหมู่ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านนำโดย อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) ระบุว่าสงครามนี้คือ "สงครามที่ผิดกฎหมายและถูกยัดเยียด"
ความยากลำบากยิ่งทวีคูณเมื่อการโจมตีที่อ้างว่าพุ่งเป้าไปที่โรงงานนิวเคลียร์ กลับสร้างความเสียหายให้แก่โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภคของพลเรือน ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ของอิหร่านได้ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น "อาชญากรรมสงคราม" ซึ่งการทำลายล้างทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ นักวิเคราะห์มองว่าจะทิ้งบาดแผลลึกที่ยากจะเยียวยาในระยะสั้น และกลายเป็น "กำแพงสูงชัน" ที่ขัดขวางการประนีประนอมในทุกระดับ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://english.news.cn/20260407/085e762cf6224e338623369d10f40ddc/c.html