วิกฤตน้ำมันบีบ นายกฯ ญี่ปุ่นเร่งเจรจาผู้นำอิหร่าน
วิกฤตน้ำมันบีบ นายกฯ ญี่ปุ่นเร่งเจรจาผู้นำอิหร่าน หวังปกป้องเส้นทางลำเลียง-แก้ปมพลังงาน
7-4-2026
SCMP รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังดำเนินการจัดเตรียมการเจรจาระดับผู้นำร่วมกับประเทศอิหร่าน (Iran) นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง ขณะที่เส้นตายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งสหรัฐฯ (US) ที่เรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) กำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ
“เรากำลังเตรียมการเจรจาในระดับผู้นำในช่วงเวลาที่เหมาะสม” ทาคาอิจิ (Takaichi) กล่าวต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภา เมื่อถูกตั้งคำถามจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านเกี่ยวกับความพยายามทางการทูตของญี่ปุ่นต่อสถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) กับอิหร่าน
“ญี่ปุ่นจะใช้ทุกวิถีทางที่เป็นไปได้เพื่อฟื้นฟูสันติภาพ” ทาคาอิจิ (Takaichi) ระบุ โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้นำอิหร่านที่เธอกำลังพิจารณาจะจัดประชุมร่วมด้วยอย่างเฉพาะเจาะจง
ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เนื่องจากเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรและต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคนี้มากกว่าร้อยละ 90 โดยน้ำมันส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการส่งออกพลังงานโลกที่อิหร่านได้ทำการปิดกั้นโดยพฤตินัย ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านอุปทานน้ำมันและผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้น
ประธานาธิบดี ทรัมป์ (Trump) ได้ขยายระยะเวลาการระงับคำขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดยเลื่อนเส้นตายการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจากวันจันทร์เป็นวันอังคาร ในการให้สัมภาษณ์กับสํานักข่าว The Wall Street Journal เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า “หากพวกเขาไม่ยอมเปิด หากพวกเขาต้องการให้มันปิดอยู่แบบนั้น พวกเขาจะสูญเสียโรงไฟฟ้าทุกแห่งและโรงงานทุกประเภทที่มีอยู่ในประเทศ”
นอกจากนี้ เขายังได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียโดยไม่มีการขยายความเพิ่มเติมว่า “วันอังคาร 20.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก!”
แม้ญี่ปุ่นจะเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ แต่ยังคงมีชื่อเสียงในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่านมาอย่างยาวนาน โดยญี่ปุ่นได้ประนามการปิดกั้นช่องแคบของรัฐบาลเตหะราน (Tehran) รวมถึงการโจมตีประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเพื่อตอบโต้การโจมตีจากสหรัฐฯ และอิสราเอล อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของทาคาอิจิยังไม่มีการประเมินทางกฎหมายต่อปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่ออิหร่านในขณะนี้
ทางด้านคะแนนนิยมของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของทาคาอิจิปรับตัวลดลงร้อยละ 0.3 จากการสำรวจในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 63.8 โดยผลสำรวจของสํานักข่าวเกียวโด (Kyodo News) เมื่อวันอาทิตย์ชี้ให้เห็นว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อการจัดการปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมัน
จากการสำรวจทางโทรศัพท์เป็นเวลาสองวันเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ พบว่าร้อยละ 49.3 ระบุว่าการตอบสนองของนายกรัฐมนตรีต่อภาวะขาดแคลนน้ำมันอันเนื่องมาจากสงครามอิหร่านนั้น "ยังไม่เพียงพอ" ขณะที่ร้อยละ 41.4 เชื่อว่าเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ อัตราผู้ที่ไม่สนับสนุนคณะรัฐมนตรีพุ่งสูงขึ้น 2.0 จุด มาอยู่ที่ร้อยละ 26.0
ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันโลก ญี่ปุ่นได้เริ่มนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ประมาณ 80 ล้านบาร์เรล หรือเทียบเท่ากับการบริโภคภายในประเทศประมาณ 45 วัน และกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันสำรองเพิ่มเติมในเดือนพฤษภาคม โดยทาคาอิจิได้แสดงการสนับสนุนต่อความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันของสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ทั้ง 32 ประเทศ ระหว่างการหารือกับ ฟาติห์ บิโรล (Fatih Birol) ผู้อำนวยการบริหารของหน่วยงานดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าประชาชนร้อยละ 89.5 (เพิ่มขึ้น 4.1 จุด) มีความกังวลต่อผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อชีวิตประจำวัน และร้อยละ 69.6 ต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อลดราคาน้ำมันต่อไป โดยราคาขายปลีกน้ำมันเฉลี่ยในญี่ปุ่นพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 190.80 เยน (1.20 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อลิตรในช่วงกลางเดือนมีนาคม ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 170 เยน ซึ่งเป็นระดับเป้าหมายของรัฐบาลหลังเริ่มมีการอุดหนุน
รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพื่อควบคุมความต้องการใช้น้ำมัน โดยทาคาอิจิส่งสัญญาณว่าอาจมีการขอความร่วมมือจากประชาชนให้ลดการใช้เชื้อเพลิง
ในประเด็นการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80.3 เห็นว่าเป็นกฤษฎีกาที่ผิดพลาด ขณะที่ร้อยละ 50.1 สนับสนุนท่าทีของรัฐบาลญี่ปุ่นที่สงวนท่าทีต่อการประเมินสงครามอิหร่าน เทียบกับร้อยละ 42.2 ที่ไม่สนับสนุน
นอกจากนี้ ร้อยละ 30 เห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถส่งกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defence Forces) ไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์พลังงานโลกในช่วงความขัดแย้ง ขณะที่ร้อยละ 64.4 มองว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่มีความจำเป็น
สำหรับความนิยมในพรรคการเมือง คะแนนสนับสนุนพรรค Liberal Democratic Party (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เพิ่มขึ้น 2.6 จุด มาอยู่ที่ร้อยละ 40.3 ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรค Japan Innovation Party ลดลงเหลือร้อยละ 6.5 (ลดลง 0.7 จุด) ส่วนพรรคฝ่ายค้านหลักอย่าง Centrist Reform Alliance ได้รับคะแนนนิยมร้อยละ 6.1 ลดลงจากร้อยละ 6.3
ทั้งนี้ การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยการสุ่มโทรศัพท์ไปยังครัวเรือนที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 514 ครัวเรือน และหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3,494 หมายเลข โดยได้รับความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามจากสมาชิกครัวเรือน 423 ราย และผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 624 ราย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/world/united-states-canada/article/3348991/us-can-take-strait-hormuz-more-time-says-trump?module=perpetual_scroll_1_AI&pgtype=article