.
จีนใช้ “อะไร” เป็นแต้มต่อ ก้าวสู่ผู้นำ AI ท้าชนสหรัฐฯ?
2-6-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า จีน (China) กำลังถือ “ไพ่ลับ” สำคัญในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับสหรัฐฯ (US) นั่นคือการมีพลังงานต้นทุนต่ำในปริมาณมหาศาล ซึ่งกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดต่อการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (data centres) ที่ใช้ในการประมวลผล AI
แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงได้เปรียบในการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงที่สุด แต่ในมิติของพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อนศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ จีนกลับมีความได้เปรียบอย่างชัดเจน
ศูนย์ข้อมูลซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการฝึกและใช้งานโมเดล AI ต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาล โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วไปอาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าครัวเรือน 100,000 หลัง ขณะที่ศูนย์ข้อมูลระดับขนาดมหึมา (hyperscale) อาจใช้ไฟฟ้าเทียบเท่าถึง 2 ล้านครัวเรือน
การที่จีนมีแหล่งพลังงานจำนวนมากและมีต้นทุนต่ำ ทำให้ประเทศอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบต่อการรองรับความต้องการพลังงานระดับมหาศาลดังกล่าว โดยปัจจุบันจีนผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าสหรัฐฯ มากกว่า 2 เท่า และช่องว่างดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากการลงทุนโครงข่ายพลังงานโดยภาครัฐอย่างเข้มข้น
BloombergNEF ประเมินว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า จีนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ามากกว่าสหรัฐฯ มากกว่า 6 เท่า โดยกำลังการผลิตใหม่ส่วนใหญ่จะมาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เฉพาะในปี 2025 จีนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมและแสงอาทิตย์มากกว่า 430 กิกะวัตต์ คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลกในปีเดียวกัน
ยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการพัฒนา AI คือการผนวกศูนย์ข้อมูลเข้ากับภาคพลังงานหมุนเวียนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผ่านโครงการ “East Data, West Computing” โดยย้ายการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลไปยังพื้นที่ภายในประเทศที่มีประชากรเบาบาง ซึ่งมีที่ดินและแหล่งพลังงานหมุนเวียนอุดมสมบูรณ์มากกว่าชายฝั่งตะวันออก
ล่าสุด ปักกิ่ง (Beijing) ประกาศเริ่มเดินเครื่องโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่แห่งแรกที่เชื่อมต่อโดยตรงกับศูนย์ข้อมูล โดยโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ขนาด 500 เมกะวัตต์ในเขตหนิงเซี่ย (Ningxia) จะจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูลคลาวด์ของ China Datang ผ่านสายส่งเฉพาะ
Qiyang Xiong นักวิจัยด้าน AI และนโยบายพลังงานจาก Renmin University of China ระบุว่า “ในระยะยาว ประเทศที่สามารถจัดหาพลังงานไฟฟ้าต้นทุนต่ำ มีเสถียรภาพ และปล่อยคาร์บอนต่ำ จะมีความได้เปรียบอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐาน AI” พร้อมชี้ว่าจีนเป็นผู้นำโลกในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงพิเศษ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงมีจำนวนศูนย์ข้อมูลมากกว่าจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลจาก Stanford University ระบุว่า ในปี 2025 สหรัฐฯ มีศูนย์ข้อมูลราว 5,427 แห่ง เทียบกับจีนที่มี 449 แห่ง
IEA ระบุว่า ในปี 2024 สหรัฐฯ ใช้ไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลคิดเป็น 45% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกในภาคนี้ ตามด้วยจีน 25% และยุโรป 15%
ด้านการลงทุน Morgan Stanley คาดการณ์ว่าในปี 2026 บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ได้แก่ Amazon, Microsoft, Meta และ Alphabet จะใช้เงินรวมกันถึง 630,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งสูงกว่าบริษัทจีนอย่าง Alibaba, Tencent และ ByteDance อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม จีนกำลังเร่งขยายศูนย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนแร็กเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30% ต่อปีในช่วงปี 2016–2023 ทำให้ช่องว่างระหว่างสองประเทศเริ่มแคบลง
ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะชิปของ Nvidia ที่ผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) จีนหันไปพึ่งพา Semiconductor Manufacturing International Corporation (SMIC) เพื่อผลิตชิปสำหรับบริษัทเทคโนโลยีในประเทศ เช่น Huawei
Rystad Energy คาดว่า ภายในปี 2030 กำลังการประมวลผลของศูนย์ข้อมูลจีนจะเพิ่มเป็น 60 กิกะวัตต์ เกือบ 2 เท่าของปัจจุบัน และคิดเป็น 2.3% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศ
Leah Fahy นักเศรษฐศาสตร์จาก Capital Economics ระบุว่า โครงสร้างการผลิตขนาดใหญ่และกฎระเบียบที่เข้มงวดน้อยกว่าของจีน ทำให้สามารถสร้างศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รวดเร็วกว่าสหรัฐฯ โดยศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ของ Huawei ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 6 เดือน เทียบกับอย่างน้อย 1 ปีในสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน โดย Wood Mackenzie ระบุว่า ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าทำให้โครงการศูนย์ข้อมูลใหม่ลดลง 50% แบบไตรมาสต่อไตรมาสในช่วงปลายปี 2025
นอกจากนี้ ยังเกิดแรงต้านจากชุมชนในสหรัฐฯ ต่อการสร้างศูนย์ข้อมูล เนื่องจากภาระต่อโครงข่ายไฟฟ้าในท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัจจัยที่จีนเผชิญน้อยกว่า
ข้อมูลจาก Data Center Watch ระบุว่า มีโครงการศูนย์ข้อมูลอย่างน้อย 36 แห่งในสหรัฐฯ ถูกระงับหรือชะลอระหว่างเดือนพฤษภาคม 2024 ถึงมิถุนายน 2025
ผู้นำเทคโนโลยีสหรัฐฯ เช่น Elon Musk, Jensen Huang และ Sam Altman ต่างยอมรับว่าจีนมีความได้เปรียบด้านพลังงาน โดย Musk ระบุว่า “ข้อจำกัดหลักของ AI คือพลังงานไฟฟ้า” และเตือนว่าในไม่ช้าโลกอาจผลิตชิปได้มากกว่าที่จะสามารถใช้งานได้ ยกเว้นจีนที่ยังขยายกำลังไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว
Howard Yu จาก IMD Business School ระบุว่า การพัฒนา AI กลายเป็น “ปัญหาพลังงานพอๆ กับปัญหาชิป” โดยประเทศที่ชนะจะต้องควบคุมทั้งชิป พลังงาน และทรัพยากรหล่อเย็น ซึ่งจีนได้วางยุทธศาสตร์บนปัจจัยที่ตนควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบด้านพลังงานของจีนยังมีข้อจำกัด โดยศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่ยังตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ฝั่งตะวันออก เช่น ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และเซินเจิ้น ซึ่งเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงานเช่นกัน
Anders Hove จาก Oxford Institute for Energy Studies ชี้ว่า ระบบไฟฟ้าของจีนยังมีความกระจัดกระจายสูง ทำให้การส่งไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคยังไม่ราบรื่น และการพัฒนาตลาดไฟฟ้าระดับภูมิภาคยังดำเนินไปอย่างล่าช้า
นอกจากนี้ การขยายศูนย์ข้อมูลอย่างรวดเร็วของจีนยังเผชิญปัญหาด้านคุณภาพ โดย Kyle Chan จาก Brookings Institution ระบุว่า การใช้ระบบชิปที่หลากหลายร่วมกันทำให้การประมวลผล AI มีความซับซ้อนมากขึ้น และบางโครงการยังขาดประสบการณ์ในการก่อสร้าง
ขณะที่อัตราการใช้งานศูนย์ข้อมูลยังอยู่ในระดับเพียง 20–30% ตามข้อมูลของภาครัฐจีน และมีความเสี่ยงที่กำลังการผลิตใหม่บางส่วนอาจไม่ได้ถูกใช้งานเต็มที่
ภาพรวมของการแข่งขันจึงสะท้อนชัดว่า สหรัฐฯ มีความได้เปรียบด้านชิปแต่ขาดพลังงาน ขณะที่จีนมีพลังงานแต่ยังขาดชิปขั้นสูง โดยทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งแก้ไข “คอขวด” ของตนเองในการแข่งขันเพื่อครองความเป็นผู้นำด้าน AI
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/cr8bod