.
ทรัมป์ประกาศ สหรัฐฯ ครองน้ำมันเวเนซุเอลา 65,000 ล้านบาร์เรล นาน 100 ปี "ดีลน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก"
31-8-2026
The Telegraph รายงานว่า ประเทศสหรัฐฯ (US) อาจก้าวเข้าสู่การถือครองสัดส่วนหุ้นสำคัญในแหล่งน้ำมันดิบของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เป็นระยะเวลานานถึง 100 ปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ขนานนามว่าเป็น "ข้อตกลงด้านน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก"
ในการประกาศข้อตกลงเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดเผยว่า ข้อตกลงที่ทำร่วมกับรัฐบาลกรุงคารากัส (Caracas) จะมอบอำนาจให้รัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) เข้าควบคุมเสียงส่วนใหญ่ในปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven petroleum reserves) จำนวน 6.5 หมื่นล้านบาร์เรล
ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศสหรัฐฯ (US) สามารถสร้างปักหลักในแหล่งพลังงานที่ทำกำไรได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พร้อมทั้งเปิดทางให้บรรษัทเอกชนและบริษัทผู้รับเหมาของประเทศสหรัฐฯ (US) เดินทางกลับเข้าสู่ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เพื่อดูแลและบริหารจัดการปฏิบัติการประจำวัน
เป็นที่เข้าใจกันว่า รัฐบาลกรุงวอชิงตัน (Washington) ได้พยายามแสวงหาสัญญาเช่าระยะยาว 50 ปี ในแหล่งน้ำมันจำนวน 17 แห่ง พร้อมสิทธิ์ในการต่ออายุสัญญาเพิ่มเติมอีก 50 ปี ซึ่งความเคลื่อนไหวลักษณะนี้จะส่งผลให้ประเทศสหรัฐฯ (US) สามารถเข้าควบคุมพื้นที่มากกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันสำรองทั้งหมดของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดช่วงศตวรรษข้างหน้า
ในระหว่างการแถลงเปิดตัวข้อตกลง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวว่า "ภายใต้คำสั่งของผม นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ นายพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ได้ร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ นางเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ประธานาธิบดีชั่วคราวซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) และผ่านหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชน จนสามารถประกันการเข้าควบคุมเสียงส่วนใหญ่ของประเทศสหรัฐฯ เหนือปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วมากกว่า 6.5 หมื่นล้านบาร์เรลในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) โดยที่ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น"
ทางด้าน นางเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ประธานาธิบดีชั่วคราวแห่งประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) เปิดเผยว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันการพัฒนาในแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีศักยภาพสูงที่สุดจำนวน 17 แห่งของประเทศ
เธอนิยามข้อตกลงดังกล่าวว่าเป็น "หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ในความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) และประเทศสหรัฐฯ (US)" ซึ่งจะ "นำพาไปสู่ยุคใหม่ของการฟื้นฟู การเติบโต การผลิต ความมั่นคง และความมั่งคั่งสำหรับประชาชนของเรา"
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ตั้งอยู่ในแถบสายแร่โอริโนโก (Orinoco belt) ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาด 21,000 ตารางไมล์ตลอดแนวแม่น้ำโอริโนโกในประเทศแถบอเมริกาใต้แห่งนี้ ขณะที่ปริมาณสำรองที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งถูกค้นพบอยู่ใต้ทะเลสาบมาราไกโบ (Lake Maracaibo)
ข้อตกลงดังกล่าวยังมีศักยภาพที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศสหรัฐฯ (US) ในช่วงเวลาที่อุปทานพลังงานได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามอันยืดเยื้อระหว่างรัฐบาลกรุงวอชิงตันและประเทศอิหร่าน (Iran)
ทางด้าน นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมายภารกิจในการดึงรัฐบาลกรุงคารากัส (Caracas) กลับเข้าสู่พันธมิตร กล่าวว่า ข้อตกลงนี้แสดงให้เห็นว่า "นโยบายการต่างประเทศอันเด็ดเดี่ยวของประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังขับเคลื่อนชัยชนะตามแนวทาง America First ผ่านการสร้างความมั่นคงให้แก่คลังสำรองที่เสถียรและน้ำมันต้นทุนต่ำในภูมิภาคของเรา ตลอดจนการลดราคาน้ำมันเบนซินภายในประเทศ"
"สำหรับประชาชนชาวเวเนซุเอลา ข้อตกลงนี้จะนำมาซึ่งเงินลงทุนจากภาคเอกชนเกือบ 1.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สนับสนุนงานที่มีค่าตอบแทนสูงจำนวนหลายพันตำแหน่ง และขับเคลื่อนการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจของประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela)" นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) กล่าวเสริม
ด้วยความที่แหล่งน้ำมันทั้ง 17 แห่งมีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วประมาณ 9.0 หมื่นล้านบาร์เรล ข้อตกลงนี้จะช่วยให้ประเทศสหรัฐฯ (US) สามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ตนเองถือครองขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งนี้ ประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) ระบุว่าตนเองมีปริมาณน้ำมันสำรองที่พิสูจน์แล้วรวมทั้งสิ้น 3.0 แสนล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูงที่สุดในโลก
อย่างไรก็ดี รัฐบาลกรุงคารากัส (Caracas) จะยังคงสิทธิ์ในทางนิตินัยหรือการถือหุ้นส่วนน้อยในปริมาณน้ำมันส่วนที่เหลือภายในแหล่งน้ำมันตามข้อตกลง ตลอดจนปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่นอกเหนือข้อตกลงดังกล่าว
ในอดีตที่ผ่านมา ภาคธุรกิจของประเทศสหรัฐฯ (US) มีความลังเลที่จะหวนกลับไปดำเนินธุรกิจในประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) แม้ว่าประเทศจะมีน้ำมันสำรองมหาศาล เนื่องจากภาวะขาดการดูแลและการทุจริตที่สะสมมานานหลายทศวรรษได้ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของประเทศตกอยู่ในสภาพทรุดโทรม
กระบวนการเจรจาหารือครั้งนี้ถูกนำโดย นายมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) และ นางเดลซี โรดริเกซ (Delcy Rodríguez) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในทิศทางความสัมพันธ์ นับตั้งแต่ นายโกนาส นิโกลาส มาดูโร (Nicolás Maduro) อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถูกเจ้าหน้าที่ของประเทศสหรัฐฯ (US) ลักพาตัวและนำไปคุมขังไว้ในเรือนจำ ณ บรู๊คลิน (Brooklyn)
ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนหน้าการควบคุมตัว นายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้มีคำสั่งปิดล้อมทางเรือต่อเรือขนส่งน้ำมันที่ติดมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดที่เดินทางเข้าและออกจากประเทศเวเนซุเอลา (Venezuela) หลังจากกล่าวหา นายโกนาส นิโกลาส มาดูโร (Nicolás Maduro) ซ้ำหลายครั้งว่าเป็นผู้นำแก๊งการค้ายาเสพติดและปล่อยให้องค์กรอาชญากรรมลอยนวลโดยไม่ถูกลงโทษ
ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่อุปทานพลังงานทั่วโลกยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนักจากสงครามระหว่างรัฐบาลกรุงวอชิงตันและประเทศอิหร่าน (Iran) ซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ได้กลายเป็นชนวนเหตุของการหยุดชะงักของการเดินเรือทางทะเลที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และสินค้าจำเป็นอื่นๆ
นับตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ปริมาณน้ำมันดิบในคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศสหรัฐฯ (US Strategic Petroleum Reserve) ได้ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี โดยดิ่งลงจากระดับ 415 ล้านบาร์เรลในช่วงต้นปี สู่ระดับต่ำกว่า 300 ล้านบาร์เรลในเดือนนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.telegraph.co.uk/world-news/2026/08/29/us-own-venezuela-oil-100-years-trump-deal/