เอเชียกลางต้านแรงบีบเลือกข้าง AI
เอเชียกลางต้านแรงบีบเลือกข้าง AI อุซเบกิสถานขอร่วม Pax Silica สหรัฐฯ หลังเข้า Waico จีน หวังเข้าถึงชิป-โมเดลจากสองมหาอำนาจ ท้าทายแรงกดดันวอชิงตัน
29-8-2026
สำนักข่าว SCMP รายงานว่า ประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียกลาง ได้ยื่นเรื่องเข้าพบประเทศสหรัฐฯ (US) เพื่อขอเข้าร่วมโครงการ Pax Silica ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มเชิงยุทธศาสตร์ระดับเรือธงของรัฐบาลกรุงวอชิงตันว่าด้วยห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ได้ลงนามเข้าร่วมกลุ่มระดับโลกของประเทศจีน (China) อย่างองค์กรความร่วมมือปัญญาประดิษฐ์โลก หรือ Waico (World Artificial Intelligence Cooperation Organization)
นายฟูร์กัต ซิดิคอฟ (Furqat Sidikov) เอกอัครราชทูตประเทศอุซเบกิสถานประจำประเทศสหรัฐฯ (US) เปิดเผยว่า รัฐบาลกรุงทาชเคนต์ (Tashkent) ได้ส่งหนังสือแจ้งเตือนทางการทูต (Diplomatic note) ถึงกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (US State Department) อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อยื่นคำร้องขอเข้าร่วมโครงการริเริ่มที่นำโดยประเทศสหรัฐฯ (US)
"ขณะนี้ ขึ้นอยู่กับทางสหรัฐฯ ที่จะให้การยืนยัน ทางเรามีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะลงนาม" เขากล่าว ณ กรุงวอชิงตัน (Washington) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
นายฟูร์กัต ซิดิคอฟ (Furqat Sidikov) กล่าวเสริมว่า บรรดาประเทศต่างๆ ควรได้รับ "โอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม" และการขีดเส้นแบ่งการมีส่วนร่วมนั้นถือเป็นเรื่องที่ "ขัดต่อผลประโยชน์และไม่เกิดผลดี (Counterproductive)"
"สิ่งนี้มอบโอกาสให้แก่เรา และมันถือเป็นการแข่งขันที่ดี" เขากล่าว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่บรรดาชาติต่างๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นในการต้องเลือกข้างระหว่างรัฐบาลกรุงวอชิงตันและกรุงปักกิ่งในศึกการชิงความเป็นใหญ่ด้าน AI โดยมหาอำนาจทั้งสองต่างผลักดันวิสัยทัศน์ที่แข่งขันกันเพื่อกำหนดมาตรฐาน เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน และพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์
ปัจจุบัน ประเทศคาซัคสถาน (Kazakhstan) ซึ่งตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลางเช่นกัน เป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่มีสถานะสมาชิกควบคู่ทั้งใน Pax Silica และ Waico
ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ได้รายงานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมว่า รัฐบาลกรุงวอชิงตันมีแผนที่จะออกคำเตือนแก่บรรดาประเทศพันธมิตรว่า ไม่สามารถเข้าร่วมทั้งโครงการ Pax Silica และกรอบความร่วมมือ AI ของประเทศจีน (China) พร้อมกันได้ โดยอ้างอิงจากร่างเอกสารภายใน
ก่อนหน้านี้ในเดือนนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าว South China Morning Post (SCMP) ว่า รัฐบาลกรุงวอชิงตันกำลัง "ดำเนินบทบาทร่วมกับพันธมิตรทั่วโลกอย่างแข็งขัน เพื่อส่งเสริมการพัฒนา AI ที่มีความรับผิดชอบ สนับสนุนนวัตกรรม และเอื้อต่อการเติบโต ทั้งในระดับทวิภาคีและผ่านเวทีพหุภาคี"
กลุ่ม Pax Silica ซึ่งมีสมาชิก 24 ประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน AI ที่เป็นอิสระจากประเทศจีน (China) โดยครอบคลุมตั้งแต่แร่ธาตุสำคัญ (Critical minerals) สารกึ่งตัวนำ (Semiconductors) ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์
แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะไม่ได้ระบุเป้าหมายพุ่งเป้าไปที่ประเทศจีน (China) โดยตรง แต่หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักคือการลด "ภาวะการพึ่งพาที่ถูกบีบบังคับ (Coercive dependencies)" ซึ่งเป็นวลีที่ถูกเข้าใจกันอย่างกว้างขวางว่าหมายถึงการครอบงำของประเทศจีน (China) ในตลาดแร่แรร์เอิร์ธและแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการผลิตสารกึ่งตัวนำ
นายเจคอบ เฮลเบิร์ก (Jacob Helberg) สถาปนิกผู้ร่วมออกแบบโครงการ Pax Silica ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเศรษฐกิจ กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ในขณะที่ประเทศจีน (China) ใช้แนวทางที่นำโดยภาครัฐ ประเทศสหรัฐฯ (US) และพันธมิตรกลับใช้ประโยชน์จาก "บริษัทอันยอดเยี่ยมที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเปลี่ยนแปลงโลก ซึ่งผู้คนชื่นชอบอย่างจริงจัง"
"เราตระหนักดีว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ถูกจัดตั้งขึ้นมาในลักษณะที่จะแข่งขันตาต่อตาฟันต่อฟันกับจีนบนพื้นฐานเดียวกันนั้น" นายเจคอบ เฮลเบิร์ก (Jacob Helberg) ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าว SCMP
"เราจึงตัดสินใจที่จะมุ่งเน้นไปที่จุดแข็งนั้น และใช้ประโยชน์จากขีดความสามารถทางนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และพลังพลวัตของภาคเอกชนของเรา" เขากล่าว
สำหรับกลุ่ม Waico ซึ่งอธิบายพันธกิจของตนว่าเป็นการส่งเสริม "AI เพื่อประโยชน์และความเท่าเทียมของทุกคน (AI for good and for all)" ถูกเปิดตัวโดย ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน (China) ณ นครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) เมื่อเดือนที่แล้ว ระหว่างการประชุม World Artificial Intelligence Conference โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ และหลังจากนั้นได้ขยายขอบเขตโดยเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 9 ประเทศ
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ขนานนามกลุ่มนี้ว่าเป็น "ก้าวสำคัญของจีนในการตอบรับข้อเรียกร้องของกลุ่มประเทศ Global South และรวบรวมประชาคมระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อผลักดันการพัฒนาและการกำกับดูแล AI อย่างแข็งแกร่ง"
"มันจะเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์" เขากล่าวเสริม
ประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ถือครองทรัพยากรสำรองขนาดใหญ่ของทองคำ ทองแดง ยูเรเนียม ทังสเตน และโมลิบดีนัม โดยบรรดาเจ้าหน้าระบุว่า เหมืองแร่และโรงแปรรูปแห่งใหม่สามารถผลิตแร่ธาตุสำคัญได้มากถึง 28 ชนิด รวมถึงแร่แรร์เอิร์ธและโลหะหายาก นอกจากนี้ ประเทศยังได้จัดทำแผนงานด้านแร่ธาตุ มูลค่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้เป็นส่วนสำคัญของนโยบายภาคอุตสาหกรรมไปจนถึงปี 2030
ขณะเดียวกัน ประเทศจีน (China) มีการเข้ามาดำเนินกิจกรรมอย่างแข็งแกร่งในประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) แล้ว โดยมูลค่าการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) พุ่งสูงถึงประมาณ 1.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ช่วงกลางปีที่แล้ว ตามข้อมูลจาก Eurasian Development Bank
โครงข่ายโครงการของประเทศจีน (China) ในประเทศอุซเบกิสถานครอบคลุมภาคพลังงาน เหมืองแร่ และศูนย์ข้อมูล (Data centres) ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์กับเอเชียกลาง ทำให้จีนกลายเป็นพันธมิตรที่ยากจะถูกทดแทน
ทางด้านคณะผู้บริหารของ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่งประเทศสหรัฐฯ (US) กำลังแสวงหาบทบาทที่ใหญ่ขึ้นในภูมิภาคนี้ โดยในเดือนกุมภาพันธ์ ประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) ได้ลงนามในข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุสำคัญและแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งตามมาด้วยกรอบการลงทุนของ Development Finance Corporation (DFC) และข้อเสนอจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งร่วมกัน
สำหรับรัฐบาลกรุงวอชิงตัน การถือสถานะสมาชิกควบคู่ทั้งใน Waico และ Pax Silica ถือเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับข้อบังคับของ Pax Silica ซึ่งมุ่งหวังที่จะรักษาแร่ธาตุสำคัญ กระบวนการแปรรูป และเส้นทางขนส่ง ให้อยู่ภายในห่วงโซ่ที่ได้รับความไว้วางใจและปราศจากอิทธิพลของประเทศจีน (China)
ทว่า มหาอำนาจขนาดกลาง (Middle powers) กลับมองเห็นความท้าทายในมุมตรงกันข้าม ชาติเหล่านี้ไม่สามารถสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน AI เต็มรูปแบบได้ด้วยตนเอง และไม่ต้องการให้ AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทดสอบความจงรักภักดีทางการเมือง
"ในฐานะประเทศกำลังพัฒนา เราต้องการที่จะเข้าถึงเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีอยู่" นายโบเบอร์ โคดจาเอฟ (Bobur Khodjaev) คณะทำงานประจำสำนักประธานาธิบดีอุซเบกิสถาน กล่าวในงานสัมมนา Silk Road Finance and Technology Forum ณ กรุงทาชเคนต์ (Tashkent) ในสัปดาห์นี้
"บริษัทเทคโนโลยีอเมริกันเสนอชิป AI และโมเดล AI ที่ล้ำสมัย ขณะที่ประเทศจีนตอบโจทย์ด้วยโมเดลแบบ open-source ซึ่งมีราคาถูกกว่าโมเดลของอเมริกาสูงมาก และเราต้องการที่จะเข้าถึงทั้งสองรูปแบบ" เขากล่าวเสริม
นายเคน โมริยาสุ (Ken Moriyasu) นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Hudson Institute ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า มันเป็นเรื่องที่ "ไม่สมจริง" ที่จะคาดหวังให้ประเทศอย่างคาซัคสถานและอุซเบกิสถานต้องทำการ "เลือกทางภูมิรัฐศาสตร์แบบเบ็ดเสร็จตัดขาดระหว่างเทคโนโลยีอเมริกันและจีน"
"นโยบายการต่างประเทศทั้งหมดของพวกเขาถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการหลีกเลี่ยงภาวะการพึ่งพาในลักษณะนั้นอย่างแท้จริง" เขากล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลกรุงวอชิงตันต้องหาทางปกป้องเทคโนโลยีที่ "มีความอ่อนไหวอย่างแท้จริง" โดยไม่เปลี่ยนมาตรการคุ้มครองทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นการทดสอบความจงรักภักดีทางภูมิรัฐศาสตร์
นายเคน โมริยาสุ (Ken Moriyasu) โต้แย้งเพิ่มเติมว่า เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่าไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประเทศคาซัคสถานหรืออุซเบกิสถานเลือกประเทศสหรัฐฯ (US) "แต่คือการสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาจะมีทางเลือกเสมอ — และไม่จำเป็นต้องเลือกประเทศจีน (China) เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น"
ประเทศคาซัคสถาน (Kazakhstan) ถือเป็นแบบทดสอบจริงในขณะนี้ และทั้งภูมิภาคกำลังเฝ้ามอง โดยประเทศคาซัคสถาน "มีพรมแดนขนาดยักษ์ติดกับประเทศจีน ดังนั้นไม่มีรัฐบาลใดในกรุงอัสตานา (Astana) ที่จะสามารถดำเนินยุทธศาสตร์จริงจังบนพื้นฐานของการกีดกันกรุงปักกิ่งออกไปได้" นายโมริยาสุระบุ
ทางด้าน นายซาเมียร์ คาราซานอฟ (Zamir Karazhanov) นักรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ The Times of Central Asia ว่า กรุงอัสตานา "น่าจะมีความใกล้ชิดกับแนวทางของจีนมากกว่าในขณะนี้" ในประเด็นเรื่อง open-source และการกันไม่ให้ AI เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแบบแบ่งบล็อก
"ประเทศคาซัคสถานไม่อยากเห็น AI ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเช่นกัน และในจุดนี้ เรามีความเห็นสอดคล้องกับประเทศจีน" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า "ผมคิดว่าความพยายามที่จะกดดันประเทศคาซัคสถานน่าจะไม่ประสบความสำเร็จ" โดยระบุว่ารัฐบาลกรุงวอชิงตันไม่สามารถบีบบังคับประเทศที่ถือครองแร่ธาตุที่ตนเองต้องการได้โดยง่าย
ขณะเดียวกัน ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ก็กำลังดำเนินยุทธศาสตร์ป้องกันความเสี่ยงในลักษณะขนานกัน แม้ว่าประเทศจะลงนามเข้าร่วมกลุ่ม Waico ไปแล้ว แต่ นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีประสานงานฝ่ายกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ยืนยันหนักแน่นว่า รัฐบาลกรุงจาการ์ตา (Jakarta) ยังคง "มีส่วนร่วมในการพัฒนา Pax Silica" และมองว่าทั้งสองกลุ่ม "ไม่ควรถูกนำมาตั้งเป็นคู่ขัดแย้งกัน"
เช่นเดียวกับ ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของ Waico แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์ด้านอุตสาหกรรมสารกึ่งตัวนำที่ลึกซึ้งกับประเทศสหรัฐฯ (US) ก็ตาม
รายงานวิจัยจากสถาบันคิดถังค์ Chatham House ว่าด้วยเรื่อง AI อธิปไตย (Sovereignty AI) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โต้แย้งว่า ชาติมหาอำนาจขนาดกลางไม่สามารถทัดเทียมประเทศสหรัฐฯ (US) หรือประเทศจีน (China) ในมิติด้านเงินทุน กำลังการประมวลผล หรือบุคลากรที่มีความสามารถได้ ดังนั้น ชาติเหล่านี้จึงต้องเลือกว่าจุดใดควรร่วมแข่งขัน จุดใดควรจับมือเป็นพันธมิตร และจุดใดยอมรับภาวะการพึ่งพา
"คำถามขั้นวิกฤตไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะพึ่งพาชาติอื่นในเทคโนโลยี AI หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะพึ่งพาชาติใด ในระดับใด และภายใต้เงื่อนไขอย่างไรต่างหาก" รายงานสรุปทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3365645/uzbekistan-tests-us-china-ai-rift-bid-join-rival-tech-bloc?module=top_story&pgtype=homepage