ญี่ปุ่นพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยิงจากเรือดำน้ำ
ญี่ปุ่นพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยิงจากเรือดำน้ำ ขยับเข้าใกล้ทางเลือกอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น
4-9-2026
Asia Times รายงานว่า การผลักดันขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic weapons) ยิงจากเรือดำน้ำของประเทศญี่ปุ่น (Japan) ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับ ขีดความสามารถในการโจมตีโต้กลับ (Counterstrike capability) ให้มีอัตราการรอดพ้นจากการถูกทำลายสูงขึ้น ควบคู่กับการปูทางสู่ศักยภาพป้องปรามนิวเคลียร์ทางทะเลในทางอ้อม (Latent sea-based nuclear deterrent) ในอนาคต
กระทรวงกลาโหมแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan’s Ministry of Defense - MoD) ได้บรรจุโครงการพัฒนาขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกยิงใต้ผืนน้ำไว้ในคำของบประมาณประจำปีงบประมาณ 2027 (FY2027) โดยภาพจำลองเผยให้เห็นเรือดำน้ำติดตั้ง ระบบยิงจากแท่นยิงแนวตั้ง (Vertical Launch System - VLS) จำนวน 2 ถึง 3 ท่อ แต่ละท่อบรรจุ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงแบบร่อน (Hyper Velocity Gliding Projectile - HVGP) ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็งได้ 7 ถึง 8 ลูก
หลักการทำงานของระบบ boost-glide นี้ จะใช้อุปกรณ์ส่งร่อน (Rocket booster) ผลักดันขีปนาวุธขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบน ก่อนร่อนลงสู่เป้าหมายด้วยความเร็วเกิน มาค 5 (Mach 5) โดยรุ่นปรับปรุง บล็อก 2เอ (Enhanced Capability Version Block 2A) กำหนดระยะทำการ 2,000 กิโลเมตร และรุ่น บล็อก 2บี (Block 2B) ตั้งเป้าขยายระยะทำการถึง 3,000 กิโลเมตร ยิ่งไปกว่านั้น ญี่ปุ่นยังเร่งวิจัย ขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียงขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สแครมเจ็ต (Scramjet-powered Hypersonic Cruise Missile - HCM) ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น รวมถึงการศึกษาติดตั้งอาวุธโจมตีระยะไกลบน ยานยนต์ใต้น้ำไร้คนขับแบบมอดูลาร์ (Modular Unmanned Underwater Vehicles - UUVs) เพื่อเสริมกำลังกองเรือดำน้ำที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก
การวางกำลังระบบโจมตีล่องหนใต้ผืนน้ำนี้ จะสร้างภัยคุกคามที่ยากต่อการตรวจจับต่อ กองทัพเรือปลดปล่อยประชาชนจีน (People's Liberation Army Navy - PLAN) ครอบคลุมตลอดแนว ห่วงโซ่เกาะชั้นแรก (First Island Chain) โดยเฉพาะจุดยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบมิยาโกะ (Miyako Strait) ที่กองทัพเรือจีนใช้เดินทางผ่านเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Ocean) ซึ่งใน สถานการณ์ฉุกเฉินไต้หวัน (Taiwan contingency) จะช่วยสกัดการปิดล้อม การคุกคาม เส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea Lanes of Communication - SLOCs) ของญี่ปุ่น และการขัดขวางการแทรกแซงทางการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา (US)
ระบบไฮเปอร์โซนิกยิงจากเรือดำน้ำยังช่วยแก้จุดอ่อนของขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบดั้งเดิม เช่น ไทป์ 88 (Type 88) และ ฮาร์พูน (Harpoon) ที่มีความเร็วต่ำกว่าเสียง (Subsonic) ระยะยิงสั้นเพียง 100 กิโลเมตร และขาดคุณสมบัติล่องหนจนไร้ประสิทธิภาพเมื่อเผชิญระบบป้องกันหลายชั้นของเรือรบยุคใหม่ ทั้งยังช่วยลดความเปราะบางของฐานทัพอากาศทางบก ซึ่งรายงานจาก สถาบันฮัดสัน (Hudson Institute) ระบุว่า ญี่ปุ่นมี หลุมหลบภัยเครื่องบินรบแบบเสริมความแข็งแกร่ง (Hardened Aircraft Shelters - HASs) ยุคสงครามเย็นเพียง 140 แห่ง และสร้างใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 2 แห่งในรอบทศวรรษ รวมถึงเผชิญการขาดแคลนคลังขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างหนักจากการไม่มีคำของบประมาณจัดซื้อ PAC-3 MSE (Patriot Advanced Capability-3 Missile Segment Enhancement) ในปี 2026 ส่งผลให้คลังขีปนาวุธสกัดกั้นอาจหมดลงภายในเวลาไม่กี่วันหากถูกโจมตีแบบปูพรม ขณะที่เรือรบผิวน้ำที่ติดตั้งขีปนาวุธ โทมาฮอว์ก (Tomahawk) ก็ยังเสี่ยงต่อการถูกทำลายจากขีปนาวุธ ยานยนต์ผิวน้ำไร้คนขับ (Unmanned Surface Vehicles - USVs) และเรือดำน้ำ
อย่างไรก็ตาม อัตราการรอดพ้นเพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างขีดความสามารถในการโจมตีโต้กลับที่สมบูรณ์ได้ ญี่ปุ่นยังคงต้องการระบบ ข่าวกรอง การตรวจการณ์ และการลาดตระเวน (Intelligence, Surveillance, and Reconnaissance - ISR) ซึ่งปัจจุบันมีดาวเทียมปฏิบัติการเพียง 9 ดวง ณ เดือนมีนาคม ปี 2026 ทำให้ยังต้องพึ่งพาข้อมูลจากสหรัฐฯ ตลอดจนต้องเผชิญสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเชิงหลักยุทธการในการตัดสินใจจังหวะเวลาโจมตี และอุปสรรคทางการเมืองจากบรรทัดฐานรักสงบ (Pacifist norms) ภายในประเทศ
ในมิติเชิงนิวเคลียร์ การสร้างเรือดำน้ำที่ติดตั้ง VLS ระยะไกล ถือเป็นการปูโครงสร้างระบบส่งกำลังที่พร้อมรองรับขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ได้ทันทีหากมีการตัดสินใจทางการเมืองในอนาคต เช่นเดียวกับกรณีเรือดำน้ำชั้น โดซาน อัน ชางโฮ (KSS-III Dosan Ahn Changho-class) ของประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ที่ติดตั้ง ขีปนาวุธทอดตัวยิงจากเรือดำน้ำ (Submarine-Launched Ballistic Missiles - SLBMs) แม้ปัจจุบันญี่ปุ่นจะถือครองคลังวัตถุดิบแตกตัวได้ (Fissile-material stockpiles) และมีฐานวิจัยนิวเคลียร์ภาคพลเรือนที่ก้าวหน้า แต่ยังคงขาดโครงสร้าง VLS ใต้ผืนน้ำ
ปัจจุบัน คณะผู้นำของญี่ปุ่นเริ่มทดสอบขอบเขตทางการเมืองของการถกเถียงเรื่องนิวเคลียร์ โดย นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Prime Minister Sanae Takaichi) ปฏิเสธที่จะยืนยันหลักการไม่ยุ่งเกี่ยวกับนิวเคลียร์ที่มีมาอย่างยาวนาน ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชินจิโร โคอิซูมิ (Defense Minister Shinjiro Koizumi) ออกมาเรียกร้องให้เปิดการหารือเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์อย่างเปิดกว้าง หากประเทศญี่ปุ่นสามารถผสานระบบโจมตีใต้ผืนน้ำเข้ากับ ISR และหลักยุทธการที่เด็ดเดี่ยว โครงการนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่การป้องปรามแบบดั้งเดิม พร้อมลดอุปสรรคทางเทคโนโลยีหากญี่ปุ่นตัดสินใจปรับยุทธศาสตร์สู่ทางเลือกนิวเคลียร์ทางทะเลในอนาคต
---
IMCT NEWS
ที่่มา https://asiatimes.com/2026/09/japans-hypersonic-subs-bring-it-closer-to-the-nuclear-edge/