มาเลเซียเล็งใช้ชิป AI จาก Huawei ในโครงการ AI
มาเลเซียเล็งใช้ชิป AI จาก Huawei ในโครงการ AI แห่งชาติ ท่ามกลางคำเตือนจากสหรัฐฯ
8-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) กำลังมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากบริษัท Huawei Technologies Co. เพื่อเป็นขุมพลังให้แก่โครงการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (Sovereign AI) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ย่อมนับเป็นชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับเทคโนโลยี AI ของประเทศจีน (China) ท่ามกลางการคัดค้านอย่างหนักจากคณะทำงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งประเทศสหรัฐฯ
ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กำลังประเมินอย่างจริงจังเกี่ยวกับการใช้ฮาร์ดแวร์ AI ของ Huawei เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักสำหรับโครงการมูลค่า 2 พันล้านริงกิต (ประมาณ 494 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมอบอำนาจให้แก่ประเทศในการควบคุมข้อมูลระดับชาติได้มากยิ่งขึ้น อ้างอิงตามแหล่งข่าวผู้คุ้นเคยกับเรื่องดังกล่าว โดยแหล่งข่าวซึ่งขอไม่เปิดเผยนามเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้ให้ข้อมูลต่อสาธารณะ ระบุเสริมว่า ยังคงไม่แน่ชัดว่าประเทศมาเลเซีย จะจัดซื้อชิปเป็นจำนวนเท่าใด
บริษัท Huawei ซึ่งมีฐานการดำเนินงาน ณ เมืองเซินเจิ้น ได้เร่งพัฒนาประสิทธิภาพของชิป AI ของตนเอง ท่ามกลางข้อจำกัดของประเทศสหรัฐฯ (US) ที่ขัดขวางการเข้าถึงเครื่องมือการผลิตจากต่างประเทศมานานหลายปี แม้ว่าชิปประมวลผลเร่งความเร็ว (Accelerators) ของบริษัทจะยังคงตามหลังบริษัท Nvidia Corp. อยู่มากก็ตาม แต่เนื่องจากแนวโน้มการผลิตของ Huawei ปรับตัวดีขึ้น บริษัทจึงกำลังแสวงหาการปักหลักในตลาดศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั่วโลก ตั้งแต่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) แห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ได้กล่าวว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ไม่ประสงค์ที่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นในต่างประเทศเท่านั้น โดยนอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่อาจได้รับการจัดหาจากบริษัท Huawei แล้ว คณะทำงานของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ยังกำลังส่งเสริมให้บริษัทโทรคมนาคมในท้องถิ่นเสนอแนวคิดกรอบการทำงาน AI ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ร่วมกับบริษัทต่างชาติ
หากประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เดินหน้าใช้ชิปของบริษัท Huawei จริง ก็จะถือเป็นกรณีแรกที่มีการรับรู้ว่ารัฐบาลต่างชาติเลือกระบบเร่งความเร็ว AI ของประเทศจีน (China) อย่างเป็นทางการแทนที่ของประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งจะเท่ากับว่า นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) กำลังท้าทายความพยายามของกรุงวอชิงตัน (Washington) ในการอ้างอำนาจควบคุมเหนือโครงสร้างพื้นฐาน AI โลก แม้ว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะเคยออกคำเตือนเมื่อปีที่แล้ว ห้ามมิให้จัดซื้อฮาร์ดแวร์เฉพาะรุ่นของ Huawei ดังกล่าวก็ตาม นอกจากนี้ บริษัท Huawei ยังกำลังแข่งขันเพื่อก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ให้แก่รัฐบาลประเทศอียิปต์ (Egypt) ซึ่งส่งผลให้ทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ต้องเร่งทำข้อเสนอแข่งเพื่อสกัดกั้น
ทั้งนี้ สำนักนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วยนั้น ไม่ได้ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็น เช่นเดียวกับกระทรวงดิจิทัลแห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysia) และตัวแทนจากบริษัท Huawei ที่ไม่ได้ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็นเช่นเดียวกัน ขณะที่แหล่งข่าวรายหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับการหารือในคณะทำงานของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ระบุว่า รัฐบาลมาเลเซียถือว่าการตัดสินใจใดๆ ในเรื่องนี้เป็นการตัดสินใจเชิงพาณิชย์โดยบริสุทธิ์ใจ
แหล่งข่าวระบุเสริมว่า ชิปที่ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) กำลังประเมินอยู่นั้น คือชิปรุ่นธงอย่าง Ascend 910C ของบริษัท Huawei ไม่ใช่รุ่น Ascend 950 ที่มีความก้าวหน้ามากกว่าซึ่งยังคงมีกำลังการผลิตจำกัด โดยทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออกเตือนประชาคมโลกอย่างชัดเจนเมื่อปีที่แล้วว่า การใช้ชิปรุ่น Ascend 910C อาจละเมิดกฎระเบียบการส่งออกของประเทศสหรัฐฯ (US) ขณะที่กรุงวอชิงตัน (Washington) ในภาพรวมได้พยายามส่งเสริมการใช้ฮาร์ดแวร์ AI ของประเทศสหรัฐฯ (US) ทั่วโลก เพื่อไม่ให้ประเทศจีน (China) เข้ามากรองครองศูนย์ข้อมูล AI เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
นั่นหมายความว่า ความพยายามด้าน AI แห่งชาติของประเทศมาเลเซีย (Malaysia) อาจกลายเป็นบททดสอบระยะแรกว่า คณะทำงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) จะบริหารความสัมพันธ์กับประเทศที่ปฏิเสธการยืนอยู่ข้างค่ายอเมริกันอย่างเต็มตัวได้อย่างไร ในขณะที่ประเทศเหล่านั้นยังคงประสงค์จะได้รับผลประโยชน์จากการลงทุนของประเทศสหรัฐฯ (US) โดยประเทศมาเลเซีย (Malaysia) มีระบบนิเวศศูนย์ข้อมูล AI ที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากโครงการของบริษัทอเมริกัน ส่งผลให้มาเลเซียกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Nvidia, Microsoft Corp. และ Oracle Corp.
“เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยคือรากฐานของเศรษฐกิจที่มั่งคั่ง” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (US State Department) กล่าว พร้อมระบุเสริมว่า “ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เป็นตลาดที่กำลังเติบโตและเป็นศูนย์กลางการผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี” และถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญของประเทศสหรัฐฯ (US) โดยอ้างอิงถึงข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันประจำปี 2025 ของทั้งสองประเทศ
ความพยายามด้าน AI แห่งชาติของประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ข้อมูล ซึ่งรวมถึงข้อมูลรัฐบาลที่มีความอ่อนไหวสูง ตลอดจนยุทโธปกรณ์ด้านการทหารและข่าวกรอง ต้องคงอยู่ในประเทศมาเลเซีย (Malaysia) เท่านั้น โดยในอดีต นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) เคยกล่าวว่า กฎระเบียบของประเทศสหรัฐฯ (US) อาจสร้างความท้าทายต่อความพยายามดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมาย US Cloud Act ซึ่งเปิดทางให้ศาลอเมริกันสามารถบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ (US) ส่งมอบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้ แม้ว่าข้อมูลนั้นจะถูกจัดเก็บไว้ในต่างประเทศก็ตาม ทั้งนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ลงนามบังคับใช้กฎหมาย Cloud Act ในช่วงการดำรงตำแหน่งวาระแรกของเขา
“ข้าพเจ้าไม่ได้มองว่ากฎหมายดังกล่าวมีความสมเหตุสมผล แต่ใครจะไปโต้แย้งกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ล่ะ?” นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) กล่าวต่อกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ ประเทศมาเลเซีย (Malaysia) จึงได้เลือกบริษัทโทรคมนาคมที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐอย่าง Telekom Malaysia Bhd. เป็นผู้ดำเนินการหลักสำหรับโครงการ AI แห่งชาติ อ้างอิงตามแหล่งข่าวผู้คุ้นเคย โดยบริษัท Telekom Malaysia มีความเป็นพันธมิตรเดิมร่วมกับบริษัท Huawei และใช้เทคโนโลยีของบริษัทจีนแห่งนี้ในโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ แม้ว่าบริการประมวลผล AI ในปัจจุบันจะใช้ชิปของ Nvidia ก็ตาม ซึ่งทางบริษัท Telekom Malaysia ไม่ได้ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็นแต่อย่างใด
แม้ว่าบริษัท Telekom Malaysia จะได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการประกวดราคาแบบเปิด (Public Tender) แต่สมาชิกบางรายในทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กลับรู้สึกไม่พอใจที่บริษัทอเมริกันไม่มีโอกาสเพียงพอในการเข้าแข่งขันเสนอราคา อ้างอิงจากแหล่งข่าว ขณะที่บริษัท Nvidia และบริษัท Advanced Micro Devices Inc. (AMD) สองผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ที่สุดของประเทศสหรัฐฯ (US) ไม่ได้ตอบรับคำร้องขอความคิดเห็น
เจ้าหน้าที่รัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) รายหนึ่ง เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการหารือของคณะทำงานประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ร่วมกับประเทศมาเลเซีย (Malaysia) กล่าวว่า เทคโนโลยีของประเทศสหรัฐฯ (US) ไร้เทียมทานในระดับโลก และการส่งเสริมการส่งออก AI ของอเมริกาถือเป็นวาระความสำคัญลำดับแรก ทั้งนี้ ทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยังกำลังพัฒนานโยบายนำเสนอแพ็กเกจฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชัน AI ให้แก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Global South) โดยอาจมีการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลประเทศสหรัฐฯ (US) ร่วมด้วย
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า บรรดาเจ้าหน้าที่ ณ กรุงวอชิงตัน (Washington) ได้แจ้งต่อผู้แทนของประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ด้วยว่า พวกเขามีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการที่ฮาร์ดแวร์ของบริษัท Huawei จัดเก็บและประมวลผลยุทโธปกรณ์ข่าวกรอง ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่มีความอ่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลต่างชาติ
“ผู้จัดหาที่ไม่น่าไว้วางใจอาจถูกชักเชิด ถูกขัดขวาง หรือถูกควบคุมโดยระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ใส่ใจต่อความเป็นส่วนตัวและสิทธิมนุษยชนอย่างเพียงพอ และพร้อมที่จะใช้อิทธิพลบีบบังคับทางเศรษฐกิจและกำลังเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว โดยไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศจีน (China) หรือบริษัท Huawei โดยตรง “ผู้จัดหาในลักษณะนี้ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ความเป็นส่วนตัวของบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงแห่งชาติ”
แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่จากสภาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย (Malaysia) มีกำหนดการที่จะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน (Washington) ในช่วงปลายเดือนนี้เพื่อหารือในประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ คณะทำงานของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) กำลังหารือเกี่ยวกับกระบวนการประกวดราคาอีกชุดหนึ่ง ซึ่งจะเปิดทางให้บริษัทอย่าง Nvidia สามารถเข้าแข่งขันเสนอราคาสำหรับสัญญา AI แห่งชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
การตัดสินใจเลือกชิปของบริษัท Huawei นับเป็นการเคลื่อนไหวที่ท้าทายอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาว่าประเทศสหรัฐฯ (US) เคยตำหนิประเทศมาเลเซีย เป็นการส่วนตัวในประเด็นที่คล้ายคลึงกันนี้เมื่อปีที่แล้ว
โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2025 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารแห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ได้ออกมาประกาศว่า ประเทศมีแผนจะสร้างระบบ AI แห่งชาติที่ขับเคลื่อนด้วยชิป Huawei Ascend AI จำนวน 3,000 ชิป ทว่าภายหลังการติดต่อสอบถาม สำนักงานของเธอได้ทำการถอนคำแถลงการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ ขณะที่กระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรมแห่งประเทศมาเลเซีย (Malaysia) ได้ออกมาชี้แจงแยกต่างหากว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการของภาคเอกชนและไม่ได้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแต่อย่างใด
โครงการการติดตั้งใช้งานชิป AI ของบริษัท Huawei ถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงอย่างยิ่งในขณะนั้น เนื่องจากทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งจะออกคำแนะนำระดับโลกคัดค้านการใช้ชิปรุ่น Ascend บางรุ่น ซึ่งรวมถึงรุ่น 910C โดยเจ้าหน้าที่บางรายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ มองว่า ความพยายามอย่างรวดเร็วของประเทศมาเลเซีย) ในการเว้นระยะห่างจากบริษัท Huawei เป็นหลักฐานยืนยันว่า นโยบายของประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งพึ่งพาอำนาจนอกอาณาเขตอันซับซ้อน เป็นมาตรการยับยั้งที่มีประสิทธิผล อ้างอิงตามแหล่งข่าว
กระทรวงการลงทุนของประเทศมาเลเซีย ได้ระบุในขณะนั้นว่า แม้ประเทศจะ “ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมการส่งออกที่บังคับใช้อย่างเคร่งครัด” แต่ประเทศก็ “ยืนยันในสิทธิอธิปไตยในการกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-07/malaysia-eyes-huawei-chips-for-ai-project-despite-us-warning?srnd=homepage-asia