.
ปี 2026 หุ้น–ทองคำไปทางไหน? ผู้เชี่ยวชาญมอง S&P ยังบวกต่อ–ทองมีลุ้นแตะ $5,000
3-1-2026
รายงานจาก Yahoo finance เปิดเผยว่า ในขณะที่โลกก้าวเข้าสู่ปี 2026 แวดวงการเงินการลงทุนต่างเต็มไปด้วยคำถามสำคัญเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเม็ดเงินมหาศาลที่ถูกทุ่มลงไปในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนราคาหุ้นสหรัฐฯ ตลอดปีที่ผ่านมา แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาและภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน แต่อัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปีนี้อาจกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้ยังคงความแข็งแกร่งท่ามกลางกระแสลมต้านที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
สำหรับทิศทางของดัชนี S&P 500 (^GSPC) ในปีนี้ บรรดานักวิเคราะห์มองว่าเป็นปีแห่งการเติบโตในระดับปานกลางหลังจากที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงด้วยเลขสองหลักติดต่อกันถึงสองปี โดย อายาโกะ โยชิโอกะ (Ayako Yoshioka) ผู้อำนวยการฝ่ายให้คำปรึกษาพอร์ตการลงทุนจาก Wealth Enhancement ประเมินว่าผลตอบแทนเฉลี่ยที่ระดับ 7% ถือเป็นความคาดหวังที่สมเหตุสมผล แม้กำไรของบริษัทจดทะเบียนจะถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตได้มากกว่า 12% ก็ตาม แต่ระดับราคาหุ้นที่ค่อนข้างสูง (Valuations) ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ทำให้นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวัง นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง AI จะยังคงเป็นชนวนเหตุของความผันผวนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกที่นักลงทุนยังคงถกเถียงกันถึงมูลค่าที่แท้จริงของกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อเทียบกับศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจในอนาคต
ความน่าสนใจของตลาดหุ้นในปี 2026 ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านความสนใจจากหุ้นขนาดใหญ่ (Large-cap) ไปสู่หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง (Small- and Mid-cap) ซึ่งดูเหมือนจะถึงเวลาได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าหลังจากที่ทำผลงานต่ำกว่าตลาดมาตั้งแต่ปี 2023 โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าดัชนี S&P 600 และ S&P 400 มีระดับราคาที่จูงใจมากกว่าหุ้นบิ๊กเทค อีกทั้งหากอัตราดอกเบี้ยมีเสถียรภาพจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อบริษัทขนาดเล็ก ขณะที่หุ้นในกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีระดับกลางมีโอกาสเติบโตสูงจากนวัตกรรมดิจิทัลและการปรับตัวของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ที่ช่วยเพิ่มส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิให้กับภาคธนาคาร
ในขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างยุโรปและอังกฤษ เริ่มมีความโดดเด่นในสายตาของนักยุทธศาสตร์การลงทุนโลก เนื่องจากมีระดับราคาหุ้นที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ และมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงกว่า ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีขนาดยักษ์เพียงไม่กี่ตัวในสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารในยุโรปที่ยังคงแสดงความแข็งแกร่งทั้งในด้านราคาและกำไรสุทธิ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสสำหรับการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว
ทางด้านสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" ยังคงรักษาสถานะขาขึ้นได้อย่างเหนียวแน่น หลังจากที่สร้างปรากฏการณ์เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในปี 2025 โดยปัจจัยหนุนหลักยังคงเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความต้องการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก พอล วิลเลียมส์ (Paul Williams) ผู้บริหารจาก Solomon Global รวมถึงสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Bank of America และ HSBC ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่าทองคำมีโอกาสพุ่งทะยานต่อเนื่องจนแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่ Goldman Sachs ขยับเป้าหมายตามมาติดๆ ที่ระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่าโลหะมีค่าชนิดนี้จะยังคงเป็นที่ต้องการท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ
ท้ายที่สุด สำหรับการวางแผนทางการเงินรายบุคคลในปีนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกี่ยวกับกฎระเบียบการออมเพื่อการเกษียณในสหรัฐฯ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้มากกว่า 145,000 ดอลลาร์ต่อปีและมีอายุเกิน 50 ปี ที่ถูกกำหนดให้เงินสะสมส่วนเพิ่ม (Catch-up contributions) ต้องเป็นแบบหลังหักภาษีหรือ Roth เท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นภาระภาษีในปัจจุบันแต่จะให้ผลตอบแทนแบบปลอดภาษีในอนาคต โดยเพดานการสมทบเงินเข้ากองทุน 401(k) ในปี 2026 จะอยู่ที่ 24,500 ดอลลาร์ และสำหรับกองทุน IRA อยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์เหล่านี้บีบให้แรงงานที่มีรายได้สูงต้องปรับกลยุทธ์การบริหารภาษีและเงินออมอย่างรอบคอบเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในวัยเกษียณอย่างยั่งยืน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://finance.yahoo.com/personal-finance/investing/article/stock-market-outlook-183956475.html