'โซเชียลมีเดีย' กลายเป็นสมรภูมิหลักทั้งสองฝ่าย
'โซเชียลมีเดีย' กลายเป็นสมรภูมิหลักทั้งสองฝ่าย ในวิกฤตประท้วงใหญ่เขย่าอิหร่าน
15-1-2026
Asia Time รายงานว่า เหตุการณ์ประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศอิหร่าน (Iran) ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ความพยายามของทางการอิหร่านในการสยบกลุ่มผู้เห็นต่างด้วยการ "ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมด" (Near-total internet blackout) สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของโซเชียลมีเดียในฐานะเครื่องมือในการจัดตั้ง การแพร่กระจายข่าวสาร และการบันทึกหลักฐานความไม่สงบ
นายเชอร์วิน เซนาลซาเดห์ (Shirvin Zeinalzadeh) ผู้เชี่ยวชาญด้านผลกระทบของสื่อต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมในอิหร่าน ได้วิเคราะห์ว่าบทบาทของโซเชียลมีเดียในครั้งนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:
จาก Arab Spring ถึงคลื่นประท้วงในอิหร่าน
เซย์นาลซาเดห์อธิบายว่า พลวัตของการเคลื่อนไหวร่วมกัน (collective action) ในอิหร่านและในที่อื่น ๆ เปลี่ยนไปอย่างมากจากการแพร่หลายของสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก โดยแนวโน้มนี้เริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่ยุค Arab Spring ช่วงปลายปี 2010 ที่มีคำกล่าวฮิตว่า “เราใช้ Facebook นัดหมายชุมนุม ใช้ Twitter ประสานงาน และใช้ YouTube เล่าให้โลกฟัง”
สำหรับอิหร่าน โซเชียลมีเดียมีบทบาทในวงจรการประท้วงหลายระลอก ไม่ว่าจะเป็นปี 2017–2018, 2019, 2022 และล่าสุดที่เริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 โดยคลื่นปัจจุบันเริ่มจากการประท้วงของพ่อค้า–ผู้ประกอบการในย่านบาซาร์ (Bazaar) ที่ไม่พอใจการดิ่งลงของค่าเงินเรียล (rial) ของอิหร่าน ก่อนขยายตัวเป็นม็อบทั่วประเทศ
การปิดเน็ตครั้งใหญ่–การตอบโต้ผ่านโลกออนไลน์นอกอิหร่าน
จนถึงก่อนการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่ทางการอิหร่านสั่งเมื่อ 8 มกราคม โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยคลิปและโพสต์ที่บันทึกเหตุการณ์ในพื้นที่การชุมนุม โดยเฉพาะการรวมตัวในบาซาร์และเมืองใหญ่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่เมื่อสัญญาณถูกตัด การใช้โซเชียลมีเดียภายในประเทศกลับเงียบลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่เซย์นาลซาเดห์ชี้ว่าสำคัญกว่าคือ ปฏิกิริยาออนไลน์ของผู้คนทั่วโลกที่ตอบโต้ต่อ “การปิดอินเทอร์เน็ต” เอง ทั้งชุมชนชาวอิหร่านในต่างแดนและผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่ใช่ชาวอิหร่านต่างใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แสดงความกังวลต่อการตัดเน็ตและสิ่งที่อาจกำลังเกิดขึ้นภายในประเทศ ทำให้ Instagram และ Twitter เต็มไปด้วยข้อความและภาพที่เคลื่อนไหวในประเด็นนี้ในระดับที่ “โดดเด่นผิดปกติ”
นักวิชาการรายนี้ประเมินว่าความสนใจระดับนี้ยังเด่นชัดกว่าช่วงการประท้วง “ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ” (Woman, Life, Freedom) ที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี (Mahsa Amini) หญิงชาวเคิร์ด–อิหร่านซึ่งถูกตำรวจศีลธรรมควบคุมตัวในปี 2022 ด้วยข้อหา “ไม่สวมฮิญาบอย่างเหมาะสม”
ช่องข่าวพลัดถิ่น–บทบาทของเรซา ปาห์ลาวี
ควบคู่ไปกับโซเชียลมีเดีย ช่องข่าวฝ่ายค้านของอิหร่านที่ดำเนินการจากต่างประเทศได้กลายเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ทั้งสำคัญและเป็นที่ถกเถียง โดยสถานีเหล่านี้ถ่ายทอดข้อมูลอย่างต่อเนื่องจากรายงานที่มีจำกัด แต่นำมาขยายเป็นเนื้อหาที่ตีความสถานการณ์และเป้าหมายของการประท้วงในแบบของตนเอง
อีกองค์ประกอบสำคัญคือบทบาทของเรซา ปาห์ลาวี (Reza Pahlavi) มกุฎราชกุมารในอดีตและบุตรชายของชาห์องค์สุดท้ายที่ถูกโค่นล้มจากการปฏิวัติอิสลามปี 1979 เขาใช้โซเชียลมีเดียอย่างแข็งขันในการกระตุ้นและรักษาแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน แสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ยังคงเป็นช่องทางในการระดมและให้กำลังใจผู้ประท้วงภายในประเทศ แม้จะอยู่ภายใต้การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตก็ตาม
ประสิทธิผลและความเสี่ยงของการ “ปิดประเทศทางดิจิทัล”
รัฐบาลอิหร่านให้เหตุผลว่าต้องจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพื่อไม่ให้ “ผู้ก่อกวนและอิทธิพลจากภายนอก” ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์จัดตั้งการชุมนุม โดยการปิดกั้นครั้งนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นประวัติการณ์ ทั้งในด้านระยะเวลาและขอบเขต
สัญญาณถูกตัดต่อเนื่องหลายวัน และรายงานระบุว่ามาตรการนี้ครอบคลุมทั้งเครือข่ายมือถือและการสื่อสารผ่านสายโทรศัพท์พื้นฐาน ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถส่งภาพ วิดีโอ หรือข้อความออกนอกประเทศได้ตามปกติ
มีรายงานว่าชาวอิหร่านบางส่วนหันไปใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) เพื่อส่งต่อภาพ วิดีโอ และข้อความ แต่ก็มีสัญญาณว่าบริการดังกล่าวถูกแทรกแซงหรือรบกวนจากฝ่ายทางการอิหร่านเช่นกัน
รัฐยังใช้โซเชียลสื่อสาร–เสี่ยงเจอแรงกระแทกจาก “ระลอกสอง”
แม้จะตัดสัญญาณประชาชน แต่รัฐบาลอิหร่านยังเดินหน้าสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ของตนเอง รวมถึงบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) และประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) โดยย้ำว่ารัฐพร้อมจะ “รับฟังการประท้วงที่ชอบธรรม” แต่เตือนว่าการใช้ความรุนแรงต่อทรัพย์สินสาธารณะจะไม่ได้รับการยอมรับ
อย่างไรก็ตาม เซย์นาลซาเดห์เตือนว่า การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตอาจ “ย้อนศร” ใส่รัฐบาลอิหร่านเอง หากเมื่อยกเลิกการปิดกั้นแล้วเกิดกระแสการปล่อยข้อมูล–ภาพหลักฐานจำนวนมากเข้าสู่โลกออนไลน์ในคราวเดียว สิ่งนี้อาจกระตุ้นการเพ่งเล็งรอบใหม่จากประชาคมระหว่างประเทศ และทำให้คนในประเทศที่เพิ่งเห็นภาพเหตุการณ์จริงเกิดแรงต้านที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลเผชิญแรงกดดันทางการเมืองและการทูตมากกว่าเดิม
สื่อรัฐ–โฆษณาชวนเชื่อ–ความอยู่รอดของระบอบ
แม้สื่อส่วนใหญ่ในอิหร่านจะถูกจำกัดเข้มงวด แต่ยังมีแหล่งข่าวบางส่วนที่สามารถเข้าถึงได้ เช่น สำนักข่าว Mehr News ซึ่งเป็นสื่อภายใต้กำกับของรัฐ
ในช่วงต้นของความไม่สงบ สื่อของรัฐมีท่าทีค่อนข้าง “เปิดพื้นที่” ผ่านการเผยแพร่คำแถลงของประธานาธิบดีที่กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจและค่าเงินซึ่งเป็นต้นตอของความไม่พอใจ แต่เมื่อการประท้วงยืดเยื้อ รายงานของสถานีโทรทัศน์รัฐกลับเน้นไปที่ “ความเสียหายต่อทรัพย์สินสาธารณะ” และจำนวนเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ ซึ่งสื่อของรัฐเรียกว่า “ผู้พลีชีพ” (martyrs) พร้อมโยนความผิดให้ “ผู้ก่อการร้าย” ว่าเป็นฝ่ายใช้ความรุนแรง
เนื่องจากสื่อส่วนใหญ่เป็นของรัฐ เนื้อหาและกรอบการนำเสนอจึงมีความเป็นเอกภาพสูง สะท้อนความมีวินัยและการประสานกันของ “เนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อ” งานวิจัยในปี 2020 ชิ้นหนึ่งยังชี้อีกว่า การเผยแพร่เนื้อหาโฆษณาชวนเชื่อที่สนับสนุนรัฐบาลสามารถลดโอกาสที่ประชาชนจะออกมาประท้วงลงได้ราว 15% ในวันถัดไป และผลกระทบอาจยืดเยื้ออยู่ 10–15 วัน
ในบริบทนี้ เซย์นาลซาเดห์มองว่า ข่าวของรัฐและการสื่อสารออนไลน์ของรัฐบาลไม่ได้เป็นเพียง “ช่องทางสื่อสาร” แต่เป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างที่มีบทบาทสำคัญต่อการเอาตัวรอดของระบอบการปกครองเอง
ข้อเรียกร้องบนโลกออนไลน์–จากค่าเงินสู่การโค่นล้มระบอบ
ด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวด การพูดคุยเกี่ยวกับอิหร่านบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่จึงมาจากนอกประเทศ โดยเฉพาะจากชุมชนชาวอิหร่านพลัดถิ่นและชาวอิหร่านที่พำนักต่างแดน ซึ่งได้รับการขยายเสียงผ่านช่องข่าวฝ่ายค้านที่รายงานเหตุการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงและถ่ายทอดข้อเรียกร้องของขบวนการประท้วง
จากการติดตามเนื้อหาออนไลน์พบว่า รูปแบบที่ชัดเจนคือ การเรียกร้องที่เริ่มต้นจากความโกรธเคืองต่อการอ่อนค่าของค่าเงินเรียลได้พัฒนาไปสู่ข้อเรียกร้องให้ “ปฏิวัติ” และโค่นล้มรัฐบาลสาธารณรัฐอิสลามโดยรวม ซึ่งเป็นการขยับเพดานข้อเรียกร้องจากประเด็นเศรษฐกิจสู่ระดับโครงสร้างทางการเมืองอย่างชัดเจน
เรซา ปาห์ลาวีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยพยายามวางตัวเป็น “เสียง” และ “สัญลักษณ์” ของการเคลื่อนไหว เรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในอิหร่าน
โทนออนไลน์ “ไม่รุนแรงเท่าที่คาด”–เน้นสันติ–เน้นการเปิดโปง
เซย์นาลซาเดห์ระบุว่า สิ่งที่น่าจับตาคือโทนของการแสดงออกบนโซเชียลมีเดียในกรณีอิหร่านแตกต่างจากที่คาดไว้ จากการวิจัยก่อนหน้าที่ใช้เทคนิควิเคราะห์ข้อความเชิงปริมาณและ machine learning เพื่อตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกในขบวนการประท้วงทั่วโลก พบว่า ในหลายกรณี อารมณ์โกรธและการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรงปรากฏชัดเจนกว่ามากเมื่อเทียบกับสิ่งที่เห็นในกรณีอิหร่านตอนนี้
ในคลื่นล่าสุดนี้ โทนการสนทนาออนไลน์เกี่ยวกับอิหร่านยังไม่ถึงระดับที่เรียกร้องให้เกิดความรุนแรงอย่างเปิดเผย หากแต่ค่อนข้าง “ยับยั้งชั่งใจ” โดยผู้ใช้จำนวนมากมุ่งเน้นไปที่การเปิดเผยให้โลกรับรู้ถึงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต และการแสดงออกถึงการต่อต้านคาเมเนอีอย่างสันติมากกว่า
Gen Z อิหร่าน–ดิจิทัล–และรูปแบบการประท้วงใหม่
อิหร่านมีประชากรอายุต่ำกว่า 30 ปีคิดเป็นราว 60% ของทั้งประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มวัยที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมากในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิด และบันทึกชีวิตประจำวัน แม้จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านอินเทอร์เน็ตมาเป็นเวลานาน โดย Instagram เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้อย่างกว้างขวางที่สุด
ประสบการณ์จากการประท้วงของคนรุ่น Gen Z ในประเทศอื่น เช่น เนปาลเมื่อปีที่แล้ว สะท้อนว่าการเข้าถึงข้อมูลและพื้นที่ออนไลน์มีบทบาทสำคัญในการระดมพล โดยในกรณีเนปาล การประท้วงเริ่มต้นอย่างสันติ แต่ยกระดับเป็นเหตุปะทะรุนแรงระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจติดอาวุธหลังจากรัฐพยายามจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มหลัก
เซย์นาลซาเดห์ชี้ว่า รูปแบบที่คล้ายกันกำลังปรากฏในอิหร่าน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจึงทำหน้าที่ทั้งเป็น “ตัวจุดประกาย” ของการประท้วง และเป็น “เครื่องมือจัดตั้ง” ที่ช่วยแบ่งปันข้อมูล ระดมเพื่อนร่วมรุ่น และถ่ายทอดเหตุการณ์แบบเรียลไทม์
แม้จะมีการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต แต่ความต่อเนื่องของการประท้วงสะท้อนว่า “ทัศนคติพื้นฐาน” ของคนหนุ่มสาวไม่ได้เปลี่ยนไป โดยผู้เชี่ยวชาญรายนี้มองว่าปัจจัยสำคัญคืออิทธิพลจากภายนอกที่ยืนระยะ ไม่ว่าจะมาจากชุมชนพลัดถิ่น สื่อฝ่ายค้าน หรือเนื้อหาบนโซเชียลที่ยังเล็ดลอดผ่านช่องทางจำกัด เช่น Starlink ซึ่งช่วยเชื่อมต่อการต่อสู้ภายในประเทศเข้ากับสนามต่อสู้เชิงข้อมูลระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/social-media-a-key-factor-for-both-sides-in-iran-domestic-unrest/