.
สัญญาณวิกฤตปี 2026! เมื่อทองคำจ่อทะลุ $5,000 และเงินมุ่งสู่ $100 ท่ามกลางภาวะหนี้ท่วมโลก หวั่นซ้ำรอยก่อนปี 2008
16-1-2026
Money Metals รายงานว่า ไมค์ มาฮาร์เรย์ (Mike Maharrey) ผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ Midweek Memo ของ Money Metals ได้ออกมาเปิดเผยบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่มักจะ "มาเงียบๆ" แต่แสดงผลชัดเจนผ่านตลาดโลหะมีค่า โดยเขาประเมินว่าทองคำมีศักยภาพที่จะทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ในอนาคตอันใกล้ แม้จะไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนได้เนื่องจากปัจจัยขัดแย้งที่ซับซ้อน แต่ทิศทางของราคาคือสัญญาณเตือนถึงวิกฤตหนี้สาธารณะและนโยบายการเงินที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026
มาฮาร์เรย์ชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลเศรษฐกิจกระแสหลักที่นำเสนอโดยนักวิเคราะห์อย่าง แลร์รี คัดโลว์ (Larry Kudlow) ซึ่งยกย่องว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็น "เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ยังไม่มีการเล่าขาน" จากอานิสงส์ของการลดภาษีและการปรับลดกฎระเบียบ อาจเป็นเพียงภาพลวงตาทางการเมือง โดยเขาเปรียบเทียบว่าคัดโลว์เคยใช้สำนวนเดียวกันนี้ก่อนเกิดวิกฤตการเงินปี 2008 เพียงไม่กี่เดือน ซึ่งในขณะนั้นคัดโลว์ยืนยันว่าไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้น ก่อนที่ระบบการเงินโลกจะพังทลายลงในเวลาต่อมา
ทำไมวิกฤตจึงยังรออยู่ข้างหน้า?
เหตุผลที่มาฮาร์เรย์เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกกำลังมุ่งหน้าสู่ "หน้าผา" ไม่ได้มาจากตัวเลขรายวัน แต่มาจากโครงสร้างที่เปราะบางจากการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (Easy Money) มานานหลายทศวรรษ จนเกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่างๆ เขาเปรียบเทียบว่าในปี 2019 เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณตึงตัวจนธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องหันกลับมาลดดอกเบี้ยและทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาด ซึ่งวิกฤตโรคระบาดในเวลาต่อมาถูกใช้เป็นข้ออ้างในการอัดฉีดเงินและมาตรการทางการคลังในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่งผลให้การชำระสะสางปัญหาถูกเลื่อนออกไป
หัวใจสำคัญของปัญหาคือ "หลุมดำแห่งหนี้ขนาดมหึมา" (Giant debt black hole) ซึ่งทำให้การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับปกติเป็นไปได้ยาก นี่คือเหตุผลที่ผู้ดำเนินนโยบายพยายามเรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ยแม้ว่าเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ โดยมาฮาร์เรย์มองว่า Fed กำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายระหว่างภาวะเศรษฐกิจถดถอยและแรงกดดันด้านราคาที่ควบคุมไม่ได้
ปรากฏการณ์ทองคำทำสถิติใหม่ 53 ครั้งในหนึ่งปี
การที่ทองคำและเงินทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่เรื่องของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น แต่เป็นเรื่องราวของสกุลเงินดอลลาร์ที่อ่อนแอลง ความเชื่อมั่นที่ถูกทำลาย และกระบวนการลดบทบาทเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ในปีที่ผ่านมา ทองคำสร้างผลตอบแทนได้ถึงร้อยละ 64 และทำสถิติสูงสุดใหม่ถึง 53 ครั้ง ขณะที่เงิน (Silver) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 148 แพลทินัมเพิ่มขึ้นร้อยละ 125.9 และพัลลาเดียมเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 80 แม้เขาจะสงสัยว่าการเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงขนาดนี้จะเกิดขึ้นซ้ำทุกปีหรือไม่ แต่แนวโน้มขาขึ้นในภาพรวมยังมีแรงส่งมหาศาลจากปัจจัยเรื่องหนี้และการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
แนวโน้มปี 2026: เป้าหมายทองคำ 5,000 ดอลลาร์
จากการวิเคราะห์ของ Metals Focus สถาบันที่ปรึกษาในลอนดอน ระบุว่าปัจจัยขับเคลื่อนหลักในปี 2026 คือเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ, ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและต่างประเทศของสหรัฐฯ, ความกังวลเรื่องหนี้ระยะยาว และการใช้เงินดอลลาร์เป็นอาวุธทางการเมือง (Weaponization of the dollar)
มาฮาร์เรย์คาดการณ์ว่าทองคำจะพุ่งสูงกว่า 5,000 ดอลลาร์ โดยมีตัวเร่งจาก "ความไม่แน่นอนเชิงระบอบ" (Regime uncertainty) ของสหรัฐฯ หรือการปรับเปลี่ยนนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ นอกจากนี้ คาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเลือกประธาน Fed คนใหม่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจเป็นผู้ที่สนับสนุนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยิ่งกว่า นายเจอโรม พาวเวลล์
นอกจากนี้ การเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลกยังเป็นรากฐานสำคัญ โดยมีการเพิ่มทุนสำรองทองคำมากกว่า 1,000 ตันต่อเนื่องกันเป็นปีที่สาม และมีแนวโน้มว่าปี 2025 จะเป็นปีที่สี่ ซึ่งสถิติในปี 2022 ถือเป็นปีที่มีการซื้อสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา
วิกฤตอุปทานเงิน (Silver) และเป้าหมาย 100 ดอลลาร์
สำหรับโลหะเงิน มาฮาร์เรย์มองว่าได้รับอานิสงส์จากปัจจัยมหภาคเดียวกับทองคำ แต่มีความผันผวนสูงกว่าเนื่องจากบทบาทในภาคอุตสาหกรรม โดย Metals Focus คาดการณ์ว่าราคาเงินอาจพุ่งสู่ระดับสูงสุดใหม่ที่เกิน 80 ดอลลาร์ และมีโอกาสแตะระดับ 100 ดอลลาร์ (เลขสามหลัก) เนื่องจากปัญหาขาดแคลนอุปทาน
ข้อมูลระบุว่า ความต้องการเงินสูงกว่าปริมาณการผลิตต่อเนื่องกันเป็นปีที่สี่ และปี 2025 จะเป็นปีที่ห้า โดยปริมาณการขาดแคลนสะสมในช่วง 4 ปีที่ผ่านมามีจำนวนถึง 678 ล้านออนซ์ ซึ่งเกือบเท่ากับปริมาณการทำเหมืองทั่วโลกในหนึ่งปี แม้จะมีความพยายามหาวัสดุอื่นมาแทนที่ในอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์ แต่โลหะเงินยังคงเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดในอุณหภูมิห้อง ทำให้การทดแทนทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน
บทสรุปของมาฮาร์เรย์เน้นย้ำว่า ผลพวงจากการบริหารจัดการนโยบายการเงินที่ผิดพลาดนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย และผลกระทบเหล่านั้นไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตลอดไป ไม่ว่าเศรษฐกิจจะจบลงด้วยภาวะถดถอยรุนแรง หรือภาวะเงินเฟ้อที่ซบเซา (Inflationary stagnation) เหมือนญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1990 สินทรัพย์ในกลุ่มโลหะมีค่าจึงกลายเป็น "ประกันความเสี่ยง" ที่สำคัญที่สุดในพอร์ตการลงทุนปัจจุบัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/01/15/gold-5000-and-silver-100-the-2026-crisis-signal-004612