เมื่อความเป็นจริงสยบอุดมการณ์
เมื่อความเป็นจริงสยบอุดมการณ์ ทำไมเยอรมนีจึงต้องหันกลับไปหาจีน หลังเผชิญพิษเศรษฐกิจถดถอยและกำแพงการค้า
18-3-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า การเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) แห่งเยอรมนี (Germany) เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการปรับกระบวนทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โดยเป็นการเจริญรอยตามผู้นำยุโรปอย่างประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) และนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ที่ต่างพากันเข้าหาจีนท่ามกลางความกังวลเรื่องสงครามการค้าสองด้านกับมหาอำนาจโลก
การขยับตัวของเบอร์ลินในครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดัน 3 ประการ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะงักงัน, ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก (Transatlantic) ที่ไม่แน่นอน และความจำเป็นในการปรับสมดุลความสัมพันธ์กับจีน หลังจากแนวคิดเรื่องการลดความเสี่ยง (De-risking) และการแยกตัว (Decoupling) เริ่มส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมในประเทศ
แรงดึงดูดทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจปฏิเสธ
สถิติในปี 2025 ยืนยันว่าจีน (China) กลับมาเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเยอรมนีอีกครั้ง แซงหน้าสหรัฐฯ (US) โดยมีมูลค่าการนำเข้าจากจีนพุ่งสูงถึง 1.706 แสนล้านยูโร (เพิ่มขึ้น 8.8%) แม้ว่าการส่งออกของเยอรมนีไปยังจีนจะลดลง 9.7% เหลือ 8.13 หมื่นล้านยูโร ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุลเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2020 แต่ข้อเท็จจริงนี้กลับยิ่งตอกย้ำว่าเศรษฐกิจเยอรมันไม่อาจตัดขาดจากซัพพลายเชนของจีนได้
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ความยิ่งใหญ่ของเยอรมนี ปัจจุบันต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ซึ่งนำหน้าทั้งในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ระบบซอฟต์แวร์ และต้นทุน สำหรับบริษัทเยอรมันแล้ว จีนจึงไม่ได้เป็นเพียง "ตลาด" อีกต่อไป แต่คือ "ห้องทดลองนวัตกรรม" ที่ต้องเข้าร่วมเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
การระดมสรรพกำลังภาคธุรกิจและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
คณะผู้แทนของนายแมร์ซ (Friedrich Merz) ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 ราย จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Volkswagen, Siemens, BMW, Bayer และ Adidas ซึ่งถือเป็นคณะนักธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ยุคของ อังเกลา แมร์เกิล (Angela Merkel) ผลจากการเยือนครั้งนี้ทำให้เกิดการลงนามในเอกสารความร่วมมือหลายฉบับ ครอบคลุมด้านการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การกีฬา และสื่อ โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการที่จีนตกลงซื้อเครื่องบิน Airbus เพิ่มเติมถึง 120 ลำ
นอกจากนี้ การไปเยือนบริษัท Unitree Robotics ในเมืองหางโจว (Hangzhou) ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าเยอรมนียอมรับในพลวัตทางเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของจีน ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนามารตฐานร่วมกันอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้มาตรการปิดกั้นเพียงอย่างเดียว
ความสัมพันธ์แบบ ‘การเมืองเย็น เศรษฐกิจร้อน’
ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (Xi Jinping) ได้ระบุว่าจีนสนับสนุนยุโรปในการแสวงหาอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง (Strategic Autonomy) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ต้องการถูกบีบให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ และจีนเพียงอย่างเดียว แม้ว่าความไม่ไว้วางใจทางการเมืองในประเด็นสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงจะยังคงอยู่ แต่การพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจกลับลึกซึ้งยิ่งขึ้น
นโยบายใหม่ของเบอร์ลินจึงไม่ใช่การ "หันกลับไปหาด้วยความไร้เดียงสา" แต่คือ "ลัทธิปฏิบัตินิยมที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดี" (Calibrated Pragmatism) โดยเยอรมนีได้รื้อฟื้นกลไกการหารือระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) ที่หยุดชะงักไปตั้งแต่ช่วงโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงจากการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
บทสรุป: การมีส่วนร่วมไม่ใช่ความอ่อนแอ
เบอร์ลินได้ตระหนักถึงโจทย์คณิตศาสตร์พื้นฐานว่า การแยกตัวจากจีนไม่ช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันกลับคืนมา หรือลดต้นทุนพลังงานได้ ในทางกลับกัน การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ช่วยให้เยอรมนีเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่และมีส่วนร่วมในระบบนิเวศเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า
การเยือนของนายกรัฐมนตรีแมร์ซ (Friedrich Merz) ในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของยุค "การปรับเข้าสู่สภาวะปกติ" (Normalization) โดยยอมรับว่าความเจริญรุ่งเรืองที่ยั่งยืนในโลกที่แตกแยกต้องการ "สมดุลเชิงยุทธศาสตร์" มากกว่า "การตัดขาดเชิงยุทธศาสตร์" และพิสูจน์ให้เห็นว่าในโลกแห่งความเป็นจริง การมีส่วนร่วมเจรจาไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ แต่คือการรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างชาญฉลาด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/635259-germany-china-ideology-reality/