.
จีนกำลังเอาชนะสหรัฐฯ ในการแข่งขันอาวุธล้ำสมัย ด้วยงบกลาโหมเพียงเศษส่วนของวอชิงตัน
18-3-2026
SCMP รายงานว่า รายงานผลการศึกษาล่าสุดจากคณะผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (National University of Defence Technology) ซึ่งเป็นสถาบันการทหารชั้นนำของจีน เปิดเผยถึงความสำเร็จในการยกระดับกองทัพให้ทันสมัยอย่างก้าวกระโดด โดยระบุว่าโครงการวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ ตั้งแต่เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ ชิปขั้นสูง ไปจนถึงระบบดาวเทียมนำทางเป่ยโต่ว (BeiDou) และสถานีอวกาศเทียนกง (Tiangong) ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การระดมทรัพยากรระดับชาติเพื่อเร่งพัฒนายุทโธปกรณ์รุ่นใหม่
จังหวะการพัฒนาทางทหารของจีนสร้างความกังวลให้แก่นักวิเคราะห์ในวอชิงตันเป็นอย่างมาก โดยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้เปิดตัวเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ ระบบดีดเครื่องบินแบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic catapult) สำหรับเรือบรรทุกเครื่องบิน, แพลตฟอร์มเครื่องบินขับไล่ล่องหนรุ่นใหม่, อาวุธไฮเปอร์โซนิก (Hypersonic), เลเซอร์พลังงานสูง (Directed-energy lasers) และระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทางการทหารที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ความลักลั่นของงบประมาณและประสิทธิภาพ
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดคือ "งบประมาณ" ที่ใช้ในการพัฒนา ในปี 2024 สหรัฐฯ (US) ใช้งบประมาณด้านการป้องกันประเทศสูงถึง 9.97 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่งบประมาณอย่างเป็นทางการของจีนในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 2.77 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แม้จะคำนวณส่วนต่างของอำนาจซื้อ (Purchasing Power) แล้ว งบประมาณของจีนก็ยังคงต่ำกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก
ความแตกต่างนี้ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณาเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) จัดสรรงบประมาณราว 1.4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีสำหรับการวิจัยและพัฒนา ทดสอบ และประเมินผล (RDT&E) ซึ่งคิดเป็น 15-17% ของงบประมาณทั้งหมด ขณะที่การคาดการณ์จากภายนอกระบุว่าจีนจัดสรรงบด้านนี้เพียง 5-10% หรือประมาณ 2 หมื่นล้านถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น
ยุทธศาสตร์ ‘ระดมสรรพกำลังทั่วประเทศ’ ยุคใหม่
นายอู๋ จี้ (Wu Ji) ผู้อำนวยการและนักวิจัยร่วมประจำสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ศึกษา (Institute for Defence Technology and Strategic Studies) อธิบายถึง "ระบบระดมพลทั่วประเทศรูปแบบใหม่" (New nationwide mobilisation system) ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนวัตกรรมป้องกันประเทศท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด
“ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่รุนแรงอย่างยิ่ง เทคโนโลยีได้กลายเป็นจุดสนใจหลัก สหรัฐฯ กำลังพยายามปิดกั้นการพัฒนาของจีนผ่านความเป็นเจ้าเทคโนโลยี (Technological hegemony) โดยกำหนดการควบคุมเทคโนโลยีที่เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ” คณะวิจัยระบุในวารสาร Forum on Science and Technology in China เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026
ระบบใหม่นี้มีจุดแข็งคือการบูรณาการระหว่าง "ความสามารถของระบบสังคมนิยมในการรวมศูนย์ทรัพยากร" เข้ากับ "ประสิทธิภาพของกลไกตลาดในการจัดสรรทรัพยากร" ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในอดีตอย่างโครงการ "สองระเบิด หนึ่งดาวเทียม" (Two Bombs, One Satellite) ในยุคสงครามเย็น แต่ได้ปรับเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนไปสู่ระบบไฮบริดที่ดึงความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรม
โครงสร้างนวัตกรรมหลายเลเยอร์
ยุทธศาสตร์ของจีนแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก:
สถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยแห่งชาติ: รับหน้าที่บุกเบิกเทคโนโลยีต้นน้ำที่มีความเสี่ยงสูง เช่น AI, ข้อมูลควอนตัม (Quantum information) และวัสดุขั้นสูง โดยมีการเปิดให้ทีมวิจัยแข่งขันกันหาทางออกที่หลากหลายก่อนนำมาประยุกต์ใช้ในการทหาร
โครงการยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่: รัฐบาลจะเป็นผู้ประสานงานในโครงการที่ต้องใช้เวลายาวนานและงบประมาณสูง เช่น ระบบนำทางเป่ยโต่ว (BeiDou) และโครงการอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม
ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่นำโดยบริษัทเทคโนโลยี: ในภาคส่วนที่สำคัญ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) และการผลิตขั้นสูง บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะทำหน้าที่เป็น "ผู้นำห่วงโซ่" (Chain leader) ประสานงานกับสตาร์ทอัพ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัย โดยรัฐบาลสนับสนุนผ่านเงินทุนและมาตรการภาษี
การบูรณาการพลเรือน-ทหาร (Military-Civil Fusion)
ความโดดเด่นของระบบนี้คือการไม่พึ่งพาเพียง "กลุ่มอุตสาหกรรมทหาร" (Military-industrial complex) ที่ปิดตัวเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรวมนวัตกรรมจากภาคพลเรือน โดยเฉพาะบริษัทเอกชนชั้นนำด้านหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนและกระจายความเสี่ยงในการวิจัยได้มหาศาล
นักวิจัยสรุปว่า โครงสร้างนวัตกรรมแบบไฮบริดนี้ช่วยให้จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนสูงได้ในราคาที่ถูกลง และลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้จีนสามารถไล่ตามและท้าทายความเป็นเจ้าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ได้แม้จะมีงบประมาณน้อยกว่าหลายเท่าตัว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sc.mp/qwwsf?utm_source=copy-link&utm_campaign=3346364&utm_medium=share_widget