.
ทรัมป์ต้องการชัยชนะ ไม่ต้องการปะทะ สั่งประคองสัมพันธ์อันเปราะบางกับจีน หวังทริปเยือนปักกิ่งได้ผลการเมือง-เศรษฐกิจ
7-4-2026
POLITICO EU รายงานว่า ทรัมป์กับการบริหารความสัมพันธ์จีนที่เปราะบาง ท่ามกลางกระแสสายเหยี่ยวในรัฐบาล สิ่งสำคัญที่สุดที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการจากการเดินทางเยือนปักกิ่งในเดือนหน้านั้นไม่ใช่การเผชิญหน้า แต่คือ "ชัยชนะ"
แม้ว่ารัฐบาลของเขาจะเต็มไปด้วยกลุ่ม "สายเหยี่ยว" (China Hawks) ที่ต้องการตัดขาดความสัมพันธ์กับปักกิ่งอย่างรุนแรงตลอด 15 เดือนที่ผ่านมา แต่ทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ระดับสูง "ห้ามเขย่าเรือ" หรือทำให้สถานการณ์บานปลายก่อนการเดินทางเยือนครั้งนี้ โดยมีขุนพลหลักสองคนคือ สกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และ สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว เป็นผู้กำกับดูแลให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด
เบสเซนต์: ผู้วางรากฐานและกลไกเขตสงบศึก
เป้าหมายหลักคือการเปิดทางให้ เบสเซนต์ และ เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้มีพื้นที่สูงสุดในการต่อยอด "ข้อตกลงสงบศึก" ที่ทรัมป์เคยตกลงไว้กับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลต่างระบุตรงกันว่าพวกเขากำลัง "เดินบนเปลือกไข่" เพื่อไม่ให้ขัดขวางยุทธศาสตร์ของทรัมป์ โดยเบสเซนต์มุ่งเน้นไปที่การคว้าชัยชนะทางเศรษฐกิจ และเสนอหนทางสู่ "ข้อตกลงครั้งใหญ่" (Big Deal) หากปักกิ่งยอมปรับสมดุลโครงสร้างเศรษฐกิจของตน
กลุ่มพันธมิตรของเบสเซนต์มองว่าเขาคือสายเหยี่ยวที่ยึดหลักยุทธศาสตร์ โดยเชื่อว่า "ความไม่อดทนคือความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์รูปแบบหนึ่ง" การจัดการกับความพึ่งพาทางเศรษฐกิจที่สะสมมานานหลายทศวรรษต้องใช้ความอดทน ไม่ใช่ความเร็ว เพราะการรีบร้อนหักด้ามพร้าด้วยเข่าอาจเป็นการ "ฆ่าคนไข้เพื่อช่วยชีวิต" ซึ่งในที่นี้คือการทำลายแรงงานอเมริกันนั่นเอง
การทูตบนกระดานหมากรุกทางการเงิน
การที่ทรัมป์เลือกให้รัฐมนตรีคลังเป็นผู้นำในการจัดการแฟ้มข้อมูลจีน แทนที่จะเป็นหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นว่าทรัมป์มองความสัมพันธ์นี้ผ่านมุมมองของ "การค้า" และ "ตัวเลข" เป็นหลัก โดยต้องการเดินเกมรุกบนกระดานหมากรุกทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงระบุว่า วิสัยทัศน์ของทรัมป์คือการหา "ดุลยภาพทางการค้า" ในระยะสั้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ซื้อเวลาเพื่อให้สหรัฐฯ สามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางทหารและฐานอุตสาหกรรมในประเทศให้พร้อมสำหรับการเผชิญหน้าในระยะยาว
ช่วงเวลาที่ล่อแหลมและแรงกดดันรอบด้าน
การเดินทางเยือนปักกิ่งซึ่งถูกเลื่อนออกมา 5 สัปดาห์เนื่องจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างยิ่ง สหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารและมีการจับกุมผู้นำระดับภูมิภาคที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน นอกจากนี้ นโยบาย "ดอนโร ด็อกทรีน" (Donroe Doctrine) ของทรัมป์ที่มุ่งเน้นการขยายอิทธิพลของอเมริกาในซีกโลกตะวันตก ก็มีเป้าหมายแฝงเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นโยบายที่เน้นการเจรจานี้ไม่ได้เป็นที่ถูกใจของทุกคน กลุ่มสายเหยี่ยวในรัฐบาลอย่าง รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ, รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และเอลบริดจ์ โคลบี ต่างมองว่าจีนเป็นภัยคุกคามเชิงระบบที่จ้องจะทำลายสหรัฐฯ และกังวลว่าปักกิ่งจะตีความความพยายามประนีประนอมของสหรัฐฯ ว่าเป็น "จุดอ่อน" และใช้เป็นโอกาสในการรุกคืบต่อ
บทสรุป: เกมรอจังหวะของทรัมป์
ในขณะที่พรรครีพับลิกันยุคใหม่มองจีนเป็นศัตรูทางอุดมการณ์ แต่ทรัมป์ยังคงยึดมั่นในแนวทางที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา คือการใช้ท่าทีที่ดุดันแต่หลีกเลี่ยงการปะทะที่ควบคุมไม่ได้ โดยมีเบสเซนต์ทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดทำโครงสร้าง" ของความผ่อนคลายที่ระมัดระวัง (Cautious Detente) ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในขณะนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชัยชนะที่ทรัมป์ต้องการประกาศให้โลกรู้อย่างเป็นทางการหลังจบการเยือนปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.politico.com/news/2026/04/05/walking-on-eggshells-how-trump-is-managing-his-delicate-china-truce-00856475?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter