.
รัสเซียเทขายทองสำรอง 43.5 ตัน ในครึ่งแรกปี 2026 ผ่านตลาดในประเทศและแลกหยวน ท่ามกลางการคว่ำบาตร แรงกดดันสงคราม คชจ. ด้านกลาโหม
22-7-2026
Kitco News รายงานว่า ธนาคารกลางแห่งรัสเซีย (Central Bank of Russia หรือ CBR) เปิดเผยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ทุนสำรองทองคำของประเทศรัสเซีย (Russia) ปรับตัวลดลง 1.4 ล้านออนซ์ หรือคิดเป็น 43.5 ตัน นับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2026 โดย ณ ต้นเดือนกรกฎาคม ทุนสำรองทองคำของรัฐบาลรัสเซียอยู่ที่ 73.4 ล้านทรอยออนซ์ หรือคิดเป็น 2,282 ตัน ซึ่ง CBR ประเมินมูลค่าการถือครองทองคำของประเทศไว้ที่ 299 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายวลาดิเมียร์ เชอร์นอฟ (Vladimir Chernov) นักวิเคราะห์จาก Freedom Global ระบุว่า ทองคำส่วนใหญ่น่าจะถูกขายให้กับธนาคารพาณิชย์ภายในรัสเซียผ่านทั้งตลาดปริวรรตเงินตราและตลาดซื้อขายล่วงหน้านอกกระดาน (Over-the-Counter) ขณะที่ นายดุดเชนโก (Dudchenko) ให้ความเห็นว่า ในปัจจุบัน ธนาคารกลางหลายแห่งยังคงเดินหน้าขายทองคำอย่างต่อเนื่องเนื่องจากความจำเป็นในการชดเชยค่าใช้จ่าย ซึ่งรวมถึงงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ ตลอดจนการนำเงินไปครอบคลุมราคาพลังงานที่สูงขึ้นและสนับสนุนอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินท้องถิ่น
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ธนาคารกลางรัสเซียประกาศว่าได้ขายทองคำออกจากทุนสำรองจำนวน 300,000 ออนซ์ในเดือนมกราคม หลังจากราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เกินกว่า 5,500 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ ส่งผลให้การถือครองทองคำรวมลดลงเหลือ 74.5 ล้านออนซ์ ซึ่งนับเป็นการลดลงของทุนสำรองทองคำของรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา ทั้งนี้ ราคาทองคำเฉลี่ยในเดือนมกราคมอยู่ที่ประมาณ 4,700 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ และเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อออนซ์ ดังนั้น การขายทองคำแท่งดังกล่าวจึงสร้างรายได้ประมาณ 1.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 1.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการขายออก แต่มูลค่ารวมของทุนสำรองทองคำของรัสเซียในเดือนมกราคมกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 เป็น 402.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากราคาในตลาดพุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่
ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Bloomberg รายงานในเดือนกรกฎาคมว่า มูลค่าการส่งออกโลหะมีค่าของรัสเซียไปยังประเทศจีน (China) พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Trade Data Monitor และสำนักงานศุลกากรจีนที่ระบุว่า จีนนำเข้าสินแร่และแร่เข้มข้นของโลหะมีค่าจากรัสเซีย รวมถึงทองคำและแร่เงิน (Silver) เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 80 คิดเป็นมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีร่วงหน้า ซึ่งราคาทองคำแท่งปรับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 28 ในปีนั้น โดยได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดทางการค้าที่เพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับการซื้อของธนาคารกลางและกองทุนรวมดัชนี (ETF)
ปัจจุบัน ประเทศรัสเซีย (Russia) เป็นผู้ผลิตทองคำรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากประเทศจีน (China) โดยมีกำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 300 ตัน ซึ่งแต่เดิม ธนาคารกลางรัสเซียถือเป็นหนึ่งในผู้ซื้อทองคำระดับรัฐรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ปริมาณการซื้อได้ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่การบุกลุยประเทศยูเครน (Ukraine) แบบเต็มรูปแบบในปี 2022 ขณะที่ธนาคารกลางแห่งประชาชนจีน (People's Bank of China) ยังคงเป็นหนึ่งในผู้ซื้อหลักของกลุ่มธนาคารกลางในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ การส่งออกทองคำของรัสเซียไปยังจีนมีการปรับตัวสูงขึ้นในแง่ของปริมาณ แต่ส่วนต่างมูลค่าจำนวนมากเป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาทองคำในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งราคาขายทันที (Spot Price) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 43 ในช่วงเวลาดังกล่าว
นอกจากนี้ บริษัทเหมืองทองคำในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ค้าปลีกภายในรัสเซียที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากชาวรัสเซียต่างไขว่คว้าหาซื้อโลหะมีค่าเพื่อปกป้องมูลค่าเงินออมของตนเอง ซึ่งผู้บริโภคชาวรัสเซียได้ซื้อทองคำไปถึง 75.6 ตันในปี 2024 คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 25 ของปริมาณการผลิตต่อปีของประเทศ ขณะเดียวกัน การปรับตัวขึ้นของราคาโลหะมีค่าชนิดอื่นๆ ในระยะหลังยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทผู้ผลิตเหมืองแร่ชั้นนำของรัสเซีย โดยรายงานระบุว่า บริษัท MMC Norilsk Nickel PJSC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแร่พัลเลเดียม (Palladium) และแพลทินัม (Platinum) รายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เร่งเพิ่มการส่งออกไปยังจีนอย่างมาก โดยราคาของโลหะทั้งสองชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 38 และร้อยละ 59 ตามลำดับในปี 2025
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.kitco.com/news/article/2026-07-21/russias-central-bank-sold-44-tonnes-gold-first-half-2026