.
อังกฤษ-ฝรั่งเศส-แคนาดา นำ 12 ชาติ คว่ำบาตรการค้านิคมอิสราเอลผิดกฎหมายในเวสต์แบงก์ อิสราเอลโต้กลับสั่งปิดกงสุลอังกฤษ
9-9-2026
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างกลุ่มประเทศตะวันตกและประเทศอิสราเอล (Israel) ยกระดับขึ้นสู่จุดสุ่มเสี่ยงระดับสูงสุด หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ 12 ประเทศมหาอำนาจ นำโดย ประเทศสหราชอาณาจักร (UK), ประเทศฝรั่งเศส (France) และประเทศแคนาดา (Canada) ร่วมกันออกแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ยืนยันเจตจำนงในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าและจำกัดการค้าสินค้าที่มาจากนิคมชาวยิวที่ผิดกฎหมายของประเทศอิสราเอล (Israel) ในเขตเวสต์แบงก์ (West Bank) ที่ถูกยึดครอง
กลุ่ม 12 ประเทศภาคีสมาชิกประกอบด้วย ประเทศแคนาดา (Canada), ประเทศเดนมาร์ก (Denmark), ประเทศฟินแลนด์ (Finland), ประเทศฝรั่งเศส (France), ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland), ประเทศไอร์แลนด์ (Ireland), ประเทศนอร์เวย์ (Norway), ประเทศโปแลนด์ (Poland), ประเทศโปรตุเกส (Portugal), ประเทศสเปน (Spain), ประเทศสวีเดน (Sweden) และประเทศสหราชอาณาจักร (UK) โดยแถลงการณ์ระบุว่า มาตรการจำกัดทางการค้าในระดับชาติและระดับสหภาพยุโรป หรือ อียู (European Union - EU) ดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยยึดตามข้อกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากพฤติกรรมและการกระทำของรัฐบาลอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์กำลังบั่นทอนและทำลายความเป็นไปได้ของ แนวทางสองรัฐ (Two-state solution) อย่างร้ายแรง
สหราชอาณาจักรเปิดศึกแบนสินค้า สับยับ 'การกวาดล้างเผ่าพันธุ์'
นายเอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK Foreign Secretary) ได้เปิดแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษ หรือ สภาลอนดอน (House of Commons) เมื่อวันอังคาร ประกาศมาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากนิคมอิสราเอลที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์โดยทันที พร้อมทั้งประสานนโยบายร่วมกับประเทศฝรั่งเศส (France) และประเทศแคนาดา (Canada) ซึ่งเตรียมออกประกาศสั่งห้ามในลักษณะเดียวกัน ขณะที่อีก 9 ประเทศได้ให้คำมั่นในการสนับสนุนมาตรการลงโทษขั้นถัดไป
นายเอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) ระบุต่อรัฐสภาว่า ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเพียง "ผู้เฝ้ามอง" ต่อความอยุติธรรม ความทุกข์ยากของประชาชน และการทำลายแนวทางสองรัฐ (Two-state solution) ได้อีกต่อไป โดยกรุงลอนดอน (London) ถือว่าการเข้ายึดครองพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ของประเทศอิสราเอล (Israel) เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของเขตเวสต์แบงก์เข้าข่าย "การกวาดล้างเผ่าพันธุ์" (Ethnic cleansing) ประชาชนชาวปาเลสไตน์โดยกลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานหัว extrémist
การออกมาประณามอย่างรุนแรงของนายเอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) ได้รับการประเมินจาก นางสาวแฟรนเชสกา อัลบาเนเซ (Francesca Albanese) ผู้รายงานพิเศษแห่งองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (UN Special Rapporteur on the occupied Palestinian territory) ว่าเป็น "จุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์" (Seismic shift) และนับเป็นการแถลงประณามการยึดครองของอิสราเอลที่แข็งกร้าวที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากรัฐบาลสหราชอาณาจักร
ด้าน นายกลอเบิล จัดสติส นาว (Global Justice Now) โดย นายนิค เดียร์เดน (Nick Dearden) ผู้อำนวยการองค์กร ระบุว่า คำแถลงของรัฐบาลประธานาธิบดีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขความผิดพลาดในอดีต เนื่องจากที่ผ่านมาการปล่อยให้เกิดการค้าและการลงทุนกับนิคมผิดกฎหมาย มีส่วนช่วยค้ำจุนโครงสร้างการบังคับโยกย้ายถิ่นฐานของชาวปาเลสไตน์ด้วยความรุนแรง
อิสราเอลโต้เดือด! สั่งปิดกงสุลอังกฤษ-ขับออกจากภารกิจความมั่นคง
การประกาศมาตรการคว่ำบาตรดังกล่าวได้สร้างความโกรธเคืองให้แก่ทางการประเทศอิสราเอล (Israel) โดย นายกิดออน ซาอาร์ (Gideon Saar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศอิสราเอล (Israeli Foreign Minister) ได้ออกมาตอบโต้เมื่อวันอังคาร โดยตราหน้าคำกล่าวของนายเอ็ด มิลิแบนด์ (Ed Miliband) ว่าเป็น "คำโกหกอันน่าอับอาย" (Outrageous lies) พร้อมทั้งกล่าวหารัฐบาลพรรคแรงงาน (Labour Government) ของอังกฤษว่าดำเนินนโยบายที่เป็นอริต่อประเทศอิสราเอลอย่างเป็นระบบ
เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการทูต รัฐบาลแห่งประเทศอิสราเอล (Israel) ได้ประกาศมาตรการลงโทษตอบโต้ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ดังนี้:
สั่งปิดสถานกงสุลใหญ่สหราชอาณาจักร (British Consulate) ณ กรุงเยรูซาเล็มตะวันออก (East Jerusalem) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางการทูตติดต่องานกับ องค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority - PA) ในเขตเวสต์แบงก์
สั่งยุติบทบาทการเข้าร่วมของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ในภารกิจประสานงานด้านความมั่นคงในฉนวนกาซาที่มีประเทศสหรัฐอเมริกา (US) เป็นผู้นำ
สั่งยุติโปรแกรมการฝึกอบรมกองกำลังองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA forces) โดยเจ้าหน้าที่ทางการทหารของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ในเขตเวสต์แบงก์โดยทันที
สั่งห้ามสมาชิกรัฐสภาและพลเมืองบางกลุ่มของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) เดินทางเข้าสู่ประเทศอิสราเอล (Israel)
ขณะเดียวกัน ประเทศสหรัฐอเมริกา (US) ผ่านทางเอกอัครราชทูตประจำประเทศอิสราเอล ได้แสดงทรรศนะวิพากษ์วิจารณ์แผนการคว่ำบาตรของประเทศสหราชอาณาจักร (UK) อย่างเปิดเผย ขณะที่รัฐมนตรีระดับสูงของอิสราเอลอีก 2 ราย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการตอบโต้ทางการเงินและการทูตต่อทางการกรุงลอนดอนให้หนักหน่วงยิ่งขึ้น
ฝรั่งเศสเดินหน้าตัดการค้า - วิกฤตนิคมเถื่อนจ่อปะทุระเบิด
ด้าน นายฌ็อง-โนแอล บาร์โรต์ (Jean-Noël Barrot) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งประเทศฝรั่งเศส (French Foreign Minister) ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันว่า ประเทศฝรั่งเศส (France) จะยุติความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมดกับนิคมอิสราเอลในปาเลสไตน์เคียงข้างอีก 11 ประเทศ โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่เขตเวสต์แบงก์กำลังตกอยู่ในสภาวะ "จ่อปะทุระเบิด" จากการขยายตัวอย่างบ้าคลั่งของนิคมผิดกฎหมาย และความรุนแรงของกลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐาน extrémist ที่กระทำต่อพลเรือนปาเลสไตน์โดยที่ทางการอิสราเอลละเว้นการลงโทษ
แม้บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า มาตรการแบนสินค้าดังกล่าวอาจส่งผลกระทบเชิงตัวเลขเพียงเล็กน้อยต่อมูลค่าการค้ารวมทวิภาคีระหว่างสหราชอาณาจักรและอิสราเอลซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6.00 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 8.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เนื่องจากความยากลำบากในการคัดแยกแหล่งกำเนิดสินค้าระหว่างนิคมในเวสต์แบงก์และสินค้าที่ผลิตในแผ่นดินอิสราเอล ทว่าในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ นับเป็นรอยร้าวทางการทูตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ข้อมูลจาก คณะกรรมการต่อต้านกำแพงและนิคมปาเลสไตน์ (Palestinian Colonization and Wall Resistance Commission - CRRC) ระบุว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ย้ายถิ่นฐานชาวอิสราเอล (Israeli settlers) เพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 780,000 คน กระจายตัวอยู่ในนิคมรับรอง 192 แห่ง และด่านหน้านิคมเถื่อน (Outposts) อีกกว่า 400 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 71 ของ เขตซี (Area C) ในเขตเวสต์แบงก์ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมทางการทหารของอิสราเอล และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 91 ของ หุบเขาจอร์แดน (Jordan Valley)
รายงานระบุเสริมว่า กลุ่มผู้ย้ายถิ่นฐานมักจัดตั้งด่านหน้านิคมเถื่อนเพื่อปิดล้อมหมู่บ้านชาวปาเลสไตน์ ลอบสังหาร ทำลายปศุสัตว์ ตัดระบบน้ำ ไฟฟ้า และส่งกำลังบำรุง เพื่อบีบบังคับให้ชาวบ้านท้องถิ่นต้องพลัดถิ่นฐาน ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติรับรองย้อนหลังโดยรัฐบาลอิสราเอล ยิ่งไปกว่านั้น การเดินหน้าโครงการขยายนิคม อี1 (E1 settlement expansion) บริเวณใกล้กรุงเยรูซาเล็ม กำลังจะตัดขาดพื้นที่เขตเวสต์แบงก์ออกเป็นสองส่วน ซึ่งเป็นการทำลายโอกาสในการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่เอกราชและมีอธิปไตยในอนาคตโดยสิ้นเชิง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://aje.news/o3ylzg