.
รัสเซียขู่ตอบโต้นอร์เวย์ หลังเพิ่มกำลังทหารตามแนวชายแดน
9-9-2026
เครมลินขู่ว่าจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมที่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียด เพื่อตอบโต้การเพิ่มกำลังทหารของนอร์เวย์ตามแนวชายแดนทางตอนเหนือที่ติดกับรัสเซีย หลังจากสหรัฐฯ นำระบบขีปนาวุธเข้ามาประจำการในนอร์เวย์
นิโคไล คอร์ชูนอฟ เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงออสโล กล่าวว่า นอร์เวย์ได้ส่งกองพันปืนใหญ่ซึ่งประกอบด้วยปืนใหญ่อัตตาจร K9 ที่ผลิตในเกาหลีใต้จำนวน 4 ระบบเข้าประจำการ โดยมีระยะยิงสูงสุด 40 กิโลเมตร (ประมาณ 25 ไมล์) สำนักข่าว TASS รายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 7 กันยายน
ตามรายงานของ Reuters กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียยังกล่าวด้วยว่า ระบบขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่ถูกส่งมอบให้นอร์เวย์ในเดือนสิงหาคม กำลังบั่นทอนโอกาสในการเจรจาควบคุมอาวุธเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ในอนาคต
“การเสริมกำลังทางทหารในลักษณะดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งมาที่ประเทศของเรา รัสเซีย ย่อมไม่อาจถูกมองเป็นอย่างอื่นได้นอกจากภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย” ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าว ตามรายงานอีกฉบับของ TASS เมื่อวันจันทร์
“นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับประกันความมั่นคงของเรา กระทรวงกลาโหมของเรา รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง กำลังดำเนินการในเรื่องนี้” เขากล่าวต่อ
แผนการเสริมกำลังของนอร์เวย์บริเวณชายแดนรัสเซีย
คอร์ชูนอฟระบุว่า นอร์เวย์มีแผนส่งมอบระบบปืนใหญ่อัตตาจร K9 เพิ่มอีก 24 ระบบให้แก่กองพลฟินน์มาร์ก (Finnmark Brigade) ภายในสิ้นปี 2028
ภายในปี 2030 กองทัพนอร์เวย์คาดว่าจะได้รับระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง K239 Chunmoo ที่ผลิตในเกาหลีใต้จำนวน 16 ระบบ พร้อมขีปนาวุธที่มีระยะยิงสูงสุด 500 กิโลเมตร (ประมาณ 311 ไมล์)
ตามรายงานเดียวกัน นอร์เวย์ยังมีแผนจัดตั้งกองพันปืนใหญ่อีกหนึ่งกองพันในเขตทรุมส์ (Troms) ทางตอนเหนือของประเทศ
นอร์เวย์ ซึ่งมีพรมแดนในเขตอาร์กติกร่วมกับรัสเซีย พร้อมระบุว่า สงครามในยูเครนได้แสดงให้เห็นว่าระบบโจมตีระยะไกลมีความสำคัญอย่างยิ่งในสมรภูมิยุคใหม่ ตามรายงานของ Reuters
แม้เจ้าหน้าที่ของยุโรประบุว่ายังไม่มีข่าวกรองที่บ่งชี้ว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีทางทหารแบบเต็มรูปแบบต่อนาโตหรือกลุ่มประเทศบอลติก แต่ประเทศสมาชิกหลายประเทศได้ตัดสินใจเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างจริงจัง เพื่อเตรียมรับมือในกรณีที่การรุกรานของรัสเซียขยายวงกว้างออกไปนอกพรมแดนยูเครน โดยเฉพาะในช่วงที่การโจมตีแบบไฮบริดจากรัสเซียทวีความรุนแรงขึ้น
ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน รัสเซียได้ขยายการฝึกอบรมทางทหารสำหรับเด็ก รวมถึงในพื้นที่ของยูเครนที่อยู่ภายใต้การยึดครอง และเพิ่มสัดส่วนการเรียนการสอนภาคบังคับในด้านดังกล่าวเป็น 50% ของเวลาเรียนทั้งหมด
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน วิคเตอร์ โวโดลัตสกี รองประธานคนแรกของคณะกรรมาธิการกิจการเครือรัฐเอกราช (CIS) แห่งสภาดูมาแห่งรัฐรัสเซีย เรียกร้องให้เริ่มการฝึกทหารภาคบังคับตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยให้เหตุผลว่ารัสเซียจำเป็นต้องเตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกับนาโตและสหภาพยุโรปภายในปี 2030
“ปล่อยให้พวกเขาเตรียมตัวไป แต่ผลลัพธ์นั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้” เขากล่าว พร้อมระบุว่าปี 2030 เป็น “หมุดหมายสำคัญ” ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะโจมตีนาโต
ระบบขีปนาวุธของสหรัฐฯ และผลกระทบต่อการควบคุมอาวุธ
สหรัฐฯ ส่งมอบระบบขีปนาวุธให้แก่นอร์เวย์ในเดือนสิงหาคม โดยมีรายงานว่าระบบดังกล่าวใช้แท่นยิงในลักษณะเดียวกับ Mk-41 ซึ่งสามารถยิงขีปนาวุธร่อน Tomahawk ได้
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียอ้างว่าแท่นยิงดังกล่าวสามารถโจมตีพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัสเซีย รวมถึงกรุงมอสโก และระบุว่ารัสเซียจะติดตามสถานที่ติดตั้งระบบดังกล่าว รวมถึงศูนย์บัญชาการที่เกี่ยวข้อง โดยมองว่าสถานที่เหล่านี้อาจเป็นเป้าหมาย “ในกรณีที่เกิดความขัดแย้งทางทหาร”
กระทรวงฯ ระบุว่า ตามรายงานของ Reuters “การดำเนินการต่าง ๆ เช่น การนำขีปนาวุธพิสัยกลางภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสหพันธรัฐรัสเซีย เข้ามาประจำการในยุโรปนั้น กล่าวอย่างนุ่มนวลที่สุดก็คือ ได้ทำให้เงื่อนไขสำหรับการเจรจาอย่างสร้างสรรค์กับสหรัฐฯ ในประเด็นยุทธศาสตร์กลับไปสู่ศูนย์”
นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียยังปฏิเสธความเป็นไปได้ของการเจรจาควบคุมอาวุธแบบพหุภาคีที่มีจีนเข้าร่วม ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือใหม่ที่มีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอให้ทั้งสองประเทศ โดยกระทรวงฯ ระบุว่าแนวคิดดังกล่าว “ไม่สมจริง”
ที่มา https://www.kyivpost.com/post/83972