.
กลุ่ม BRICS กำลังเติบโตขึ้น จะสามารถท้าทายสหรัฐฯ ได้จริงหรือไม่?
12-9-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) ซึ่งเป็นตัวย่อที่มาจากชื่อ ประเทศบราซิล (Brazil), ประเทศรัสเซีย (Russia), ประเทศอินเดีย (India), ประเทศจีน (China) และ ประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) ได้วิวัฒนาการจากคำศัพท์ที่คิดค้นขึ้นโดยนักเศรษฐศาสตร์แห่งวอลล์สตรีท ก้าวสู่การเป็นกลุ่มความร่วมมือของชาติสมาชิกที่มีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Nominal GDP) ประมาณ 1 ใน 4 ของโลก และมีจำนวนประชากรรวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิกสามัญสมบูรณ์รวม 10 ประเทศ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ผลิตและผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก
บรรดาผู้นำของ กลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) มีกำหนดการเปิดฉากการประชุมสุดยอดประจำปี ณ กรุงนิวเดลี (New Delhi) ระหว่างวันที่ 12 ถึง 13 กันยายน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เป็นหมุดหมายชี้ชะตาของกลุ่ม ทั้งนี้ อิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของกลุ่มได้สร้างความไม่อภิรมย์ให้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) แห่ง ประเทศสหรัฐฯ (US) ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาได้ออกมาขู่ว่าจะลงโทษด้วยมาตรการภาษีเพิ่มเติมแก่ประเทศที่วางตัวฝักใฝ่สิ่งที่คุณทรัมป์เรียกว่าเป็น "นโยบายต่อต้านอเมริกัน" ของกลุ่ม ขณะเดียวกัน ประเทศสมาชิกบางรายกลับพบว่าตนเองยืนอยู่คนละฝั่งของความขัดแย้งในสงครามตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
การประชุมสุดยอดในครั้งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า กลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) จะสามารถก้าวข้ามความแตกแยกภายใน และดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกได้อย่างแท้จริง หรือจะลดฐานะลงเป็นเพียงแค่เวทีเจรจารายวันเท่านั้น
กลุ่ม BRICS คืออะไร และมีประเทศใดเป็นสมาชิกบ้าง?
คำว่า BRIC ถูกบัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2001 โดย จิม โอเนียลล์ (Jim O'Neill) นักเศรษฐศาสตร์ซึ่งในขณะนั้นสังกัดสถาบัน Goldman Sachs Group Inc. เพื่อดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกต่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและศักยภาพทางการลงทุนของ ประเทศบราซิล (Brazil), ประเทศรัสเซีย (Russia), ประเทศอินเดีย (India) และ ประเทศจีน (China) ในเวลาต่อมา ทั้งสี่ประเทศได้นำแนวคิดนี้มาใช้จริงเพื่อยกระดับและขยายอิทธิพลร่วมกันบนเวทีการเมืองโลก โดยมี ประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) เข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี 2010 ซึ่งช่วยเพิ่มตัวแทนจากทวีปอัฟริกาและเติมอักษร "S" เข้าไปในชื่อกลุ่ม
กลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) ทำหน้าที่เป็นเวทีระดับสูงสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาหลัก ในการหารือเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจและการเมืองระดับโลก โดยในช่วงสองปีที่ผ่านมา กลุ่มได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยรับ ประเทศอิหร่าน (Iran), ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), ประเทศเอธิโอเปีย (Ethiopia) และ ประเทศอียิปต์ (Egypt) เข้าเป็นสมาชิกในปี 2024 ตามมาด้วย ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ในปี 2025 ขณะที่ ประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกใหม่และมีชื่อปรากฏอยู่บนเว็บไซต์ของ BRICS แม้ว่าประเทศดังกล่าวจะยังไม่ได้ออกมายืนยันการเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการก็ตาม
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) ยังได้จัดตั้งหมวดหมู่ "ประเทศหุ้นส่วน" (Partner Countries) ซึ่งสามารถเข้าร่วมการประชุมบางนัดได้ แต่จะไม่มีสถานะเท่าเทียมกับสมาชิกเต็มรูปแบบ และไม่ได้เป็นผู้ลงนามในปฏิญญาทางการของกลุ่ม โดยประเทศที่อยู่ในหมวดหมู่นี้ ได้แก่ ประเทศเบลารุส (Belarus), ประเทศโบลิเวีย (Bolivia), ประเทศคิวบา (Cuba), ประเทศคาซัคสถาน (Kazakhstan), ประเทศมาเลเซีย (Malaysia), ประเทศไนจีเรีย (Nigeria), ประเทศไทย (Thailand), ประเทศอูกันดา (Uganda), ประเทศอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) และ ประเทศเวียดนาม (Vietnam) สำหรับ ประเทศตุรกี (Turkey) ได้ระบุในปี 2024 ว่าได้รับข้อเสนอสถานะประเทศหุ้นส่วน แต่กระบวนการดังกล่าวยังคงหยุดชะงักตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
วัตถุประสงค์ของกลุ่ม BRICS คืออะไร?
กลุ่มประเทศ BRICS (BRICS) ได้วางตำแหน่งแห่งที่ของตนเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะขั้วอำนาจถ่วงดุลกับกลุ่มประเทศที่นำโดยตะวันตก เช่น กลุ่ม G7 (G7) ซึ่งประกอบด้วย ประเทศสหรัฐฯ (US), ประเทศแคนาดา (Canada), ประเทศฝรั่งเศส (France), ประเทศเยอรมนี (Germany), ประเทศอิตาลี (Italy), ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และ ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) พร้อมทั้งผลักดันให้เกิดระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) กลุ่มได้เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนามีตัวแทนและสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ ธนาคารโลก (World Bank) รวมถึงส่งเสริมการใช้สกุลเงินอื่นที่ไม่ใช่ ดอลลาร์สหรัฐ ในการทำธุรกรรม
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งมิติที่เน้นย้ำ โดยกลุ่มได้จัดตั้งกลไกสำรองสภาพคล่องฉุกเฉินวงเงิน 1.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และจัดตั้ง ธนาคารเพื่อการพัฒนาใหม่ (New Development Bank: NDB) ซึ่งได้อนุมัติโครงการเงินกู้ไปแล้วราว 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 2015 โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการน้ำ การคมนาคม และอื่นๆ นอกจากนี้ สมาชิก BRICS ยังมีความร่วมมือในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน สาธารณสุข และเทคโนโลยี
ประเทศจีน (China) และ ประเทศรัสเซีย (Russia) ถือเป็นผู้ผลักดันหลักในการขยายกลุ่ม BRICS เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมองว่าบล็อกที่ใหญ่ขึ้นจะเป็นช่องทางให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นในการบริหารจัดการโลก ขณะเดียวกัน กลุ่มยังมอบโอกาสให้แก่ประเทศสมาชิกขนาดเล็กที่มีความมั่งคั่งน้อยกว่า ในการสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าและการเงินกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนทางเลือกใหม่ๆ
ประเด็นใหญ่ที่ครอบคลุมการประชุมสุดยอด BRICS ปี 2026
ประเทศอินเดีย (India) ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในครั้งนี้ ระบุว่าจะมุ่งเน้นไปที่การกระชับความร่วมมือและการประสานนโยบายระหว่างสมาชิก พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลก การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และความท้าทายอื่นๆ
ภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ในการหารือ เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและประเทศยูเครน (Ukraine) ได้ส่งผลกระทบต่อการค้าโลก และเป็นปัจจัยดันให้ราคาพลังงาน ปุ๋ย และอาหารปรับตัวสูงขึ้น
การพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผลกระทบที่อาจนำไปสู่การเลิกจ้างงานเป็นจำนวนมาก ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความหนักใจ โดย ประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประเทศจีน (China) กำลังเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน AI ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาหลายแห่งเสี่ยงที่จะถูกทิ้งห่างออกไปอีก
วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลหลัก เนื่องจากเหตุการณ์สภาพอากาศผันผวนสุดขั้วเกิดขึ้นบ่อยครั้งและสร้างความเสียหายรุนแรงขึ้น ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมีความเปราะบางสูง มักจะมีทรัพยากรที่จำกัดในการปรับตัวและฟื้นฟูสภาพแวดล้อม
สมาชิก BRICSมีความเห็นสอดคล้องกันในประเด็นใหญ่ๆ หรือไม่?
สมาชิกของกลุ่มมีความสนใจที่แตกต่างกันอย่างมาก และในบางกรณีก็ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยบริบททางเศรษฐกิจและการเมืองของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันมาก ซึ่งส่งผลให้การบรรลุข้อตกลงร่วมกันในประเด็นขัดแย้งต่างๆ ทำได้ยากลำบาก
สงครามในตะวันออกกลางถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจน กลุ่ม BRICS เคยออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีทางอากาศของ ประเทศสหรัฐฯ (US) ใส่ ประเทศอิหร่าน (Iran) ในปี 2025 ว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลุ่มยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่เป็นเอกภาพเกี่ยวกับสงครามที่เปิดฉากขึ้นโดย ประเทศสหรัฐฯ (US) และ ประเทศอิสราเอล (Israel) ที่กระทำต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้าน ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งฐานทัพสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของกรุงวอชิงตัน เองก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ส่งผลให้การบรรลุจุดยืนร่วมกันเป็นไปได้ยาก ขณะที่ ประเทศอียิปต์ (Egypt) ซึ่งเป็นผู้รับความช่วยเหลือรายใหญ่จากสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มที่ไม่ต้องการดำเนินมาตรการที่เป็นการเผชิญหน้ากับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
เช่นเดียวกัน สงครามของประเทศรัสเซีย (Russia) ใน ประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ได้เปิดเผยให้เห็นถึงความแตกแยกภายในกลุ่ม โดย ประเทศอียิปต์ (Egypt) และ ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia) ได้ลงมติเห็นชอบต่อข้อมติขององค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเรียกร้องให้รัสเซียถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากดินแดนยูเครนโดยไม่มีเงื่อนไข และยุติการโจมตีเพิ่มเติม ในขณะที่สมาชิก BRICS รายอื่นต่างงดออกเสียงหรือลงมติคัดค้าน
ด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับ ประเทศสหรัฐฯ (US) ถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบ ประเทศสมาชิก BRICS ส่วนใหญ่คัดค้านนโยบายการปกป้องการค้าของบริหาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และการใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง แต่วิธีการตอบโต้ของแต่ละประเทศกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง บางประเทศเลือกที่จะประนีประนอม โดยให้คำมั่นว่าจะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯ และเปิดตลาดให้แก่บริษัทอเมริกัน ในขณะที่ประเทศอื่น โดยเฉพาะ ประเทศจีน (China) เลือกใช้วิธีเผชิญหน้าและตอบโต้ด้วยการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน
สหรัฐฯ และ ‘ทรัมป์’ มีมุมมองต่อ BRICS อย่างไร?
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ออกมาโจมตีกลุ่ม BRICS โดยฉายภาพว่าเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศสหรัฐฯ (US) เขาเคยอธิบายว่ากลุ่มนี้เป็นเพียง "กลุ่มเล็กๆ" ที่ "กำลังถดถอยลงอย่างรวดเร็ว" พร้อมทั้งมองข้ามความพยายามของกลุ่มในการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในระดับสากล และเตือนว่าประเทศที่พยายามบั่นทอนค่าเงินดอลลาร์อาจต้องเผชิญกับมาตรการกำแพงภาษีเพิ่มเติม
การเข้าเป็นสมาชิก BRICS ของ ประเทศอิหร่าน (Iran) เป็นอีกหนึ่งชนวนความตึงเครียด โดย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ได้ผลักดันให้เกิดการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจต่อประเทศอิหร่านอย่างสมบูรณ์ เพื่อบีบให้ยอมจำนนในสงครามและเปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง เพื่อให้การขนส่งน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์สามารถดำเนินไปได้โดยไร้อุปสรรค จุดนี้ทำให้กลุ่ม BRICS อยู่ในสภาวะขัดแย้งกับสหรัฐฯ เนื่องจากกลุ่มพยายามที่จะกระชับความสัมพันธ์และขยายการค้าระหว่างประเทศสมาชิก ขณะเดียวกัน คำขู่ของทรัมป์ที่จะลงโทษประเทศที่ยังคงทำธุรกิจกับอิหร่านก็ถูกปฏิเสธโดย ประเทศจีน (China) และประเทศอื่นๆ
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-09-09/brics-2026-what-to-know-about-the-summit-member-states-tensions-with-trump?srnd=phx-politics