“ไต้หวัน” ถูกลดความสำคัญในยุทธศาสตร์ 5 ปี สหรัฐฯ?
“ไต้หวัน” ถูกลดความสำคัญในยุทธศาสตร์ 5 ปี สหรัฐฯ? เร่งขยายอิทธิพลในซีกโลกตะวันตกและอาร์กติก เน้นการค้าในเอเชีย
26-1-2026
SCMP รายงานว่า ในเอกสาร “แผนยุทธศาสตร์หน่วยงาน” (Agency Strategic Plan) ฉบับใหม่ของ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (US State Department) ซึ่งเป็นกรอบกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศและความช่วยเหลือระหว่างประเทศในช่วงปี 2026–2030 พบว่า ไม่มีการกล่าวถึงไต้หวันแม้แต่ครั้งเดียว แม้จุดมุ่งหมายของแผนจะระบุ “สันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด‑แปซิฟิก” เป็นหนึ่งในเป้าหมาย โดยเอกสารชี้ว่า ลำดับความสำคัญหลัง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ถูกวางไว้ให้ซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลัก
ความเคลื่อนไหวนี้แตกต่างจาก “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” (National Security Strategy – NSS) ของทำเนียบขาวที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้หนึ่งเดือน ซึ่งระบุว่าการป้องปรามความขัดแย้งเหนือประเด็นไต้หวันถือเป็นภารกิจสำคัญ โดยใช้การรักษาความได้เปรียบทางทหารในภูมิภาคเป็นกลไกหลัก นักวิเคราะห์มองว่าการตัดประเด็นไต้หวันออกจากแผนของกระทรวงการต่างประเทศสะท้อน “ภาวะไม่มั่นใจ” ของวอชิงตันต่อสถานะไต้หวัน และเป็นสัญญาณของการลดลำดับความสำคัญของอินโด‑แปซิฟิกในยุทธศาสตร์สหรัฐฯ
จาก Monroe Doctrine สู่ Donroe Doctrine
แผน NSS ได้บัญญัติสิ่งที่เรียกว่า “Trump Corollary” เพื่อขยายหลัก “Monroe Doctrine” ให้เป็นยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โดยมีเป้าหมายปฏิเสธอิทธิพลจาก “ประเทศนอกซีกโลกตะวันตก” ขณะที่เอกสารของกระทรวงการต่างประเทศเรียกแนวทางดังกล่าวว่า “Donroe Doctrine” และระบุชัดเจนว่าจีนเป็น “อำนาจนอกภูมิภาค” (extra‑hemispheric power) ซึ่งสหรัฐฯ ต้องเฝ้าระวัง
ตอนหนึ่งของเอกสารระบุว่า “พันธมิตรของเราในซีกโลกตะวันตกจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปจากจีนหรืออำนาจนอกภูมิภาคอื่นใด และสหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่พวกเขาเลือกในประเด็นสำคัญของภูมิภาคนี้”
อินโด‑แปซิฟิกเหลือแค่ประเด็นเศรษฐกิจ
ในส่วนของอินโด‑แปซิฟิก แผนดังกล่าวให้น้ำหนักกับ “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า” มากกว่าประเด็นความมั่นคง แม้จะกล่าวถึงการเสริมสร้าง “ดุลอำนาจทางทหารที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ” เพื่อตอบโต้ “การสะสมแสนยานุภาพของจีนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบทศวรรษ” แต่เนื้อหาส่วนสำคัญกลับเน้นย้ำถึงการ “รักษาเส้นทางการค้าให้เปิดเสรีและปลอดภัย” ตลอดจน “คุ้มครองเส้นทางพาณิชย์ที่สำคัญในภูมิภาค”
จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนที่ต้องรวมชาติ แม้ด้วยกำลังก็ตาม ขณะที่ส่วนใหญ่ของนานาประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ ไม่รับรองไต้หวันเป็นรัฐเอกราช แต่สหรัฐฯ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันโดยใช้กำลัง และมีกฎหมายผูกพันในการจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันให้แก่ไต้หวัน
นักวิชาการชี้สหรัฐฯ “ไม่ชัดเจน” ต่อจีน
เบนจามิน บาร์ตัน (Benjamin Barton) รองศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม มาเลเซีย (University of Nottingham Malaysia) ให้ความเห็นว่า แผนใหม่ของทำเนียบขาว “สร้างความสับสน” เพราะไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งเป้าใส่ฝ่ายใด และภาษาที่ใช้นั้นสะท้อน “ความหวาดระแวงของอเมริกันเอง” ต่อการถูกล้อม การแทรกซึมหรือแม้แต่การรุกราน มากกว่าการจัดการกับคู่แข่งโดยตรง
บาร์ตันระบุว่าท่าทีนี้สัมพันธ์กับแนวนโยบายที่ “คลุมเครือ” ของวอชิงตันต่อจีน โดยทำเนียบขาว “ลังเลและชะงัก” ตลอดช่วงรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง เพื่อปรับสมดุลนโยบายให้สอดรับกับยุทธศาสตร์มุ่งซีกโลกตะวันตก
“แม้สหรัฐฯ ต้องการให้โลกเชื่อว่าจีนยังคงเป็นศัตรูอันดับหนึ่ง แต่พฤติกรรมและน้ำเสียงของรัฐบาลกลับตรงข้ามกับยุคทรัมป์แรก ที่มุ่งสกัดจีนเป็นหัวใจหลัก” บาร์ตันกล่าว พร้อมเตือนว่าท่าทีดังกล่าว “เป็นการส่งสัญญาณเตือนประเทศสมาชิกกลุ่มชุมชนลาตินอเมริกาและแคริบเบียน (Community of Latin American and Caribbean States – CELAC) ไม่ให้เปิดรับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีน เพราะอาจเผชิญการตอบโต้แบบเดียวกับเวเนซุเอลา (Venezuela)”
บาร์ตันชี้เพิ่มเติมว่า ภูมิภาคอินโด‑แปซิฟิกได้ “ตกไปอยู่อันดับรองของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ” โดยระหว่างยุครัฐบาลแรก ไต้หวันถูกมองว่าเป็น “เบี้ยหมาก” ในเกมแข่งขันระหว่างวอชิงตันกับปักกิ่ง แต่ในระยะหลัง แทบไม่ปรากฏในกรอบนโยบายอีกต่อไป พร้อมระบุว่า “แนวคิดอินโด‑แปซิฟิกในการจำกัดจีนแทบเลื่อนหายไปจากนโยบายรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งใช้นโยบายภาษีและข้อตกลงการค้าที่ไม่สมดุลบีบพันธมิตรหลายชาติให้ห่างเหิน”
“ปักกิ่ง” ถูกลดภาพเหลือเพียงคู่แข่งทางเศรษฐกิจ
มาร์ก ลองเตน (Marc Lanteigne) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอาร์กติกแห่งนอร์เวย์ (Arctic University of Norway) เมืองทรอมเซอ มองว่าเอกสารยุทธศาสตร์ของกระทรวงการต่างประเทศ “มุ่งมองปักกิ่งเป็นคู่แข่งทางเศรษฐกิจ มากกว่าคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์” โดยชี้ว่าการอธิบายสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย‑แปซิฟิกมีลักษณะ “คลุมเครืออย่างมาก” ไม่มีการกล่าวถึงประเด็นร้อนอย่างเกาหลีเหนือ ทะเลจีนใต้ หรือการแข่งขันอาวุธและนิวเคลียร์
เขาระบุว่านี่เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ ต้องการสร้าง “ขอบเขตอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์” ในซีกโลกตะวันตก โดยให้ความสนใจต่อเอเชีย‑แปซิฟิกและยุโรปลดลง
ขยายอำนาจถึงกรีนแลนด์
ท่าทีดังกล่าวยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อวอชิงตันดำเนินปฏิบัติการทางทหารจับกุมอดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) เพื่อดำเนินคดีในข้อหาค้ายาเสพติดและก่อการร้าย จากนั้นรัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้าขยายขอบเขตอิทธิพลทางทหารในซีกโลกตะวันตก พร้อมพยายามเข้าซื้อ เกาะกรีนแลนด์ (Greenland)
ทรัมป์ให้เหตุผลว่าการเข้าครอบครองกรีนแลนด์จะ “ปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ” โดยอ้างภัยคุกคามจากการขยายอิทธิพลของจีนและรัสเซียในเขตอาร์กติก เขายังขู่ใช้มาตรการภาษีหรือแม้แต่มาตรการทางทหารเพื่อผลักดันการเข้าซื้อ แต่ภายหลังได้ประกาศระงับแผนดังกล่าว และหันไปจัดทำ “กรอบความร่วมมือ” ที่ครอบคลุมกรีนแลนด์และภูมิภาคอาร์กติกแทน
ลองเตนวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามตั้ง “ป้ายห้ามเข้า” ในซีกโลกตะวันตก เพื่อคงอำนาจนำของตน แต่ยังขาดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ชัดเจนในการขยายการค้าในภูมิภาค การใช้มาตรการภาษีเชิงลงโทษอย่างต่อเนื่องได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของพันธมิตรต่อเจตนาทางนโยบายของสหรัฐฯ
เขาเตือนว่า “สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปิดโอกาสให้จีนแสดงภาพลักษณ์ของตนในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและเชื่อถือได้มากกว่า” พร้อมระบุว่า การข่มขู่ผนวกกรีนแลนด์โดยใช้อ้างภัยคุกคามจาก ‘เรือรัสเซียและจีน’ เป็นเรื่องที่ไม่มีหลักฐาน แต่สะท้อนทัศนะกว้างของสหรัฐฯ ที่มองทวีปอเมริกาอยู่ภายใต้ภัยคุกคามถาวรซึ่งต้องได้รับการปกป้องโดยตนเองเท่านั้น
ด้านบาร์ตันเห็นว่า แม้จีนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเขตอาร์กติก แต่ “ไม่ได้ก่อภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ” และมีอิทธิพลน้อยกว่าศักยภาพด้านการฉายอำนาจของสหรัฐฯ เอง เขาสรุปว่า “การกล่าวถึงจีนซ้ำ ๆ ของรัฐบาลทรัมป์เป็นเพียงเหตุผลบังหน้า เพื่อปกปิดเจตนาทางการเมืองที่แท้จริงเกี่ยวกับเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ และคลองปานามา”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/military/article/3341101/what-about-taiwan-why-us-foreign-policy-now-all-about-western-hemisphere?module=bottom_card_1&pgtype=article