.
ปกป้องแผ่นดินมาตุภูมิ เขย่าความสัมพันธ์พันธมิตร และยับยั้งจีน: ประเด็นสำคัญจากยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศสหรัฐฯ ฉบับใหม่
26-1-2026
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในท่าทีทางทหารของประเทศ แผนดังกล่าวมีชื่อว่า “ฟื้นฟูสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง เพื่อยุคทองใหม่ของอเมริกา” โดยระบุจุดยืนของเพนตากอนต่อจีน รัสเซีย และ “ศัตรูเจ้าเล่ห์” รายอื่น ๆ รวมถึงแนวทางต่อพันธมิตรและลำดับความสำคัญหลักของสหรัฐฯ
ประเด็นสำคัญจากยุทธศาสตร์ฉบับใหม่มีดังนี้:
โยนความผิดให้รัฐบาลชุดก่อน
คำนำของเอกสารใช้ถ้อยคำรุนแรงวิพากษ์การดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐชุดก่อน โดยกล่าวหาว่าได้พาอเมริกาเข้าสู่ “หนึ่งในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่อันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”
เอกสารระบุว่า ภายใต้ประธานาธิบดีโจ ไบเดน พันธมิตรของสหรัฐถูกปล่อยให้ “อาศัยการคุ้มครองฟรี” (free-ride) แทนที่จะ “รับผิดชอบต่อการป้องกันประเทศของตนอย่างจริงจัง” ขณะที่ “ศัตรูเจ้าเล่ห์” ของอเมริกากลับมีความกล้ามากขึ้น
ภายในประเทศ เอกสารอ้างว่าพรมแดนสหรัฐฯ “ถูกหลั่งไหลเข้ามาอย่างควบคุมไม่ได้” และ “กลุ่มก่อการร้ายค้ายาเสพติดและศัตรูอื่น ๆ มีอำนาจมากขึ้นทั่วซีกโลกตะวันตก”
มุ่งเน้นการ ‘ปกป้องแผ่นดินมาตุภูมิ’
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ให้ความสำคัญกับการ “ป้องกันแผ่นดินมาตุภูมิของสหรัฐฯ” และระบุว่าเพนตากอนตั้งใจจะ “ปกป้องผลประโยชน์ของอเมริกาอย่างแข็งขันและไม่หวาดกลัว” ทั่วทั้งซีกโลกตะวันตก
“เราจะรักษาความมั่นคงของพรมแดนและเส้นทางเดินเรือของอเมริกา และจะปกป้องน่านฟ้าของชาติผ่านโครงการ Golden Dome for America” เอกสารระบุ พร้อมชี้ชัดว่าคลองปานามา อ่าวอเมริกา (ซึ่งในระดับนานาชาติรู้จักกันในชื่ออ่าวเม็กซิโก) และกรีนแลนด์ เป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ” สำหรับการเข้าถึงทั้งทางทหารและเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ
เป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุผลผ่านหลายแนวทาง รวมถึงการรักษา “ศักยภาพการยับยั้งนิวเคลียร์ที่แข็งแกร่งและทันสมัย” การสร้างและคงไว้ซึ่ง “ระบบป้องกันทางไซเบอร์ที่ทรงพลัง” ตลอดจนการ “ไล่ล่าและทำให้เป็นกลาง” กลุ่ม “ผู้ก่อการร้ายอิสลาม” ที่ไม่ระบุชื่อ ซึ่งเอกสารอ้างว่ามี “ศักยภาพและเจตนาที่จะโจมตีแผ่นดินแม่ของสหรัฐฯ”
การยับยั้งจีน (Deterring China)
มีควาวมแตกต่างจากยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศฉบับก่อน ๆ เอกสารฉบับใหม่นี้ไม่ได้ระบุให้จีนเป็น “ภัยคุกคามเชิงยุทธศาสตร์” อีกต่อไป แต่ประกาศถึงความจำเป็นในการ “ยับยั้ง” ปักกิ่ง มากกว่าการเผชิญหน้าโดยตรง เอกสารยอมรับว่าอิทธิพลระดับภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นและการปรับปรุงกองทัพของจีนเป็นความท้าทายที่ร้ายแรง ทว่าเลี่ยงการระบุว่าความขัดแย้งเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ กับจีนกำลังใกล้เข้ามา
“เป้าหมายของเราไม่ใช่การครอบงำจีน ไม่ใช่การบีบคั้นหรือทำให้พวกเขาอับอาย เป้าหมายของเรานั้นเรียบง่าย คือป้องกันไม่ให้ใครก็ตาม รวมถึงจีน สามารถครอบงำเรา หรือพันธมิตรของเราได้ สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง หรือการต่อสู้เชิงอัตถิภาวะรูปแบบอื่นใด” เอกสารระบุ
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ยังไม่มีการกล่าวถึงไต้หวัน ทั้งที่ปักกิ่งมองว่าเกาะปกครองตนเองแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยจีน ขณะที่ไทเปมีความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิดกับวอชิงตันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นตอความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ
ท่าทีต่อรัสเซีย (Attitude to Russia)
เอกสารฉบับนี้ยังส่งสัญญาณการปรับท่าทีของสหรัฐฯ ต่อรัสเซียในลักษณะคล้ายกัน โดยระบุว่ารัสเซียเป็น “ภัยคุกคามที่คงอยู่ต่อสมาชิกนาโต้ฝั่งตะวันออก แต่สามารถบริหารจัดการได้ในอนาคตอันใกล้”
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ยอมรับว่า รัสเซีย “ครอบครองคลังอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังคงเดินหน้าปรับปรุงและกระจายขีดความสามารถดังกล่าว” ขณะเดียวกัน สงครามในยูเครนได้แสดงให้เห็นว่ามอสโกยังคงมี “ศักยภาพทางทหารและอุตสาหกรรมจำนวนมหาศาล” แม้จะเผชิญปัญหาด้านประชากรและเศรษฐกิจก็ตาม
แม้เพนตากอนยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับ “ภัยคุกคามจากรัสเซียต่อแผ่นดินแม่ของสหรัฐฯ” แต่ประเทศสมาชิกนาโตในยุโรปจะต้องเป็นผู้นำหลักในการจัดการปัญหาความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงความขัดแย้งในยูเครน ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็น “ความรับผิดชอบของยุโรปเป็นอันดับแรกและเหนือสิ่งอื่นใด”
สหรัฐฯ เรียกร้องการแบ่งเบาภาระ (Burden-sharing)
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่นี้ไม่ใช่นโยบายแบบ “โดดเดี่ยวตนเอง” แต่ให้ความสำคัญกับ “ผลประโยชน์เชิงปฏิบัติของชาวอเมริกัน” เป็นอันดับแรก เอกสารเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “เพิ่มการแบ่งเบาภาระกับพันธมิตรและหุ้นส่วนของสหรัฐฯ” ซึ่งถูกมองว่ายังมีบทบาท “จำเป็นอย่างยิ่ง” ในการรับมือกับความท้าทายระดับโลกและระดับภูมิภาค ขณะที่เพนตากอนหันไปโฟกัสการป้องกันประเทศภายในเป็นหลัก
“ภายใต้มุมมองแบบ America First และสามัญสำนึกนี้ พันธมิตรและหุ้นส่วนของอเมริกามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้พึ่งพิงแบบในยุคที่ผ่านมา” เอกสารระบุ “ในทุกกรณี เราจะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่พวกเขาต้องทำหน้าที่ของตน และต้องลงมือโดยไม่ชักช้า เพราะนั่นเป็นผลประโยชน์ของพวกเขาเอง”
เอกสารยังกล่าวถึงอิสราเอลโดยเฉพาะ โดยยกให้เป็น “พันธมิตรต้นแบบ” ที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งตำหนิรัฐบาลไบเดนว่าทำให้ศักยภาพของอิสราเอล “ถูกมัดมือมัดเท้า” แทนที่จะ “เสริมอำนาจ” ให้มากยิ่งขึ้น
การเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มอุตสาหกรรมการทหาร (Beefing up the military-industrial complex)
ยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ระบุถึงความจำเป็นในการ “เร่งเครื่อง” ฐานอุตสาหกรรมด้านการป้องกันประเทศของสหรัฐฯ และย้ำว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเป็นผู้นำการฟื้นฟูอุตสาหกรรมอเมริกันครั้งใหญ่ที่สุด “ในรอบศตวรรษ”
“เราต้องกลับมาเป็นคลังอาวุธชั้นนำของโลกอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อผลิตให้กับตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังต้องสามารถผลิตในระดับขนาดใหญ่ ให้กับพันธมิตรและหุ้นส่วนของเราด้วยความรวดเร็ว และด้วยมาตรฐานคุณภาพสูงสุด” เอกสารระบุ
เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เพนตากอนมีแผนจะ “ลงทุนซ้ำ” ในการผลิตทางทหารภายในประเทศ ยกเลิก “นโยบายล้าสมัย” และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ พร้อมกันนั้นยังจะใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตของ “พันธมิตรและหุ้นส่วน” ควบคู่กันไป
ที่มา RT