.
'ไทยเดินหน้าซื้ออาวุธจากจีน' แม้ยังคงพันธมิตรทางความมั่นคงกับสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ชี้ 'เพราะงบจำกัดและแรงกดดันจากวอชิงตัน'
26-1-2026
SCMP รายงานว่า ไทยเพิ่มขีดความสามารถด้านยุทโธปกรณ์จากจีน แม้ยังคงพันธสัญญากับสหรัฐฯ แม้ประเทศไทยยังคงสถานะพันธมิตรตามสนธิสัญญาความมั่นคงกับสหรัฐฯ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไทยได้เพิ่มการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด กองทัพบกไทยได้ลงนามในสัญญาซื้อรถเกราะล้อยาง VN‑1 เพิ่มเติมจากรัฐวิสาหกิจจีน ไชน่า นอร์ธ อินดัสตรีส์ กรุ๊ป (China North Industries Group Corporation – Norinco) มูลค่า 1 พันล้านบาท (ราว 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเสริมขีดความสามารถด้านการสนับสนุนกำลังพลแนวหน้า ภายใต้งบประมาณกลาโหมปี 2025
พิธีลงนามจัดซื้อจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม ภายใต้กรอบความร่วมมือแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล โดยมี พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก และคณะผู้บริหารของ Norinco เข้าร่วมที่สำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง การจัดซื้อครั้งนี้จะเพิ่มรถเกราะ VN‑1 ราว 20 คันให้กับกองทัพบก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วกว่า 100 คันที่เข้าประจำการในหลายหน่วยรบ
รถเกราะ VN‑1 เป็นรุ่นส่งออกของรถรบทหารราบแบบ ZBL‑08 ของกองทัพจีน มีระบบขับเคลื่อน 8 ล้อ และโครงสร้างโมดูลาร์ที่สามารถปรับติดตั้งอุปกรณ์ได้หลายรูปแบบ ปัจจุบันกองทัพบกไทยมีรถตระกูล VN‑1 รวม 111 คัน ในรุ่นต่าง ๆ เช่น รถลำเลียงพล รถติดปืนครก รถบัญชาการ และรถพยาบาล
โครงการเรือดำน้ำคืบหน้า หลังแก้ปัญหาเครื่องยนต์
ในส่วนของกองทัพเรือ พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือและหัวหน้าโครงการเรือดำน้ำ ได้เดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนธันวาคม เพื่อเยี่ยมชมการต่อเรือดำน้ำรุ่น S26T ที่สั่งซื้อไว้ก่อนหน้านี้ โดยการเยือนดังกล่าวยืนยันว่าโครงการยังคงดำเนินไปตามแผน
โครงการนี้มีมูลค่า 13.5 พันล้านบาท ลงนามตั้งแต่ปี 2017 แต่เคยเผชิญปัญหาความล่าช้าในช่วงปี 2021‑2022 หลังเยอรมนีปฏิเสธออกใบอนุญาตส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลที่เป็นส่วนประกอบหลักของเรือ จีนเสนอใช้เครื่องยนต์ผลิตในประเทศแทน แต่ฝ่ายไทยเคยชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากความกังวลด้านความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยี จนกระทั่งเดือนสิงหาคม 2025 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแก้ไขสัญญา เพื่อใช้เครื่องยนต์ของจีนโดยมีการขยายระยะรับประกันและเพิ่มการสนับสนุนทางเทคนิค
นักวิเคราะห์ชี้ไทยใช้แนวทาง “เชิงปฏิบัติ” มากกว่าเชิงยุทธศาสตร์
อับดุล รอห์มาน ยาค็อบ (Abdul Rahman Yaacob) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สถาบันความมั่นคงและการป้องกันราบดาน (Rabdan Security and Defence Institute) เมืองอาบูดาบี ระบุว่า การจัดซื้อ VN‑1 รอบล่าสุดสะท้อนความร่วมมือเชิงยุทธปัจจัยที่ลึกซึ้งขึ้นระหว่างกรุงเทพฯ กับปักกิ่ง ซึ่งจีนถือเป็นแหล่งจัดหาอาวุธรายใหญ่ของไทยในมูลค่ารวม
เขากล่าวว่า “ไทยมุ่งกระจายความเสี่ยงและแหล่งจัดหา เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ ที่ไม่ราบรื่นนัก และกฎระเบียบด้านการใช้อาวุธและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น”
นับตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งสถานการณ์การเมืองภายในประเทศส่งผลให้ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกชะลอตัว ไทยได้พัฒนาโครงการความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์กับจีนอย่างต่อเนื่อง โดยจัดซื้อรถถังหลัก VT‑4, ระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศ FK‑3, รถสะเทินน้ำสะเทินบก VN‑16 และเรือยกพลขึ้นบกแบบ Type 071E ขนาด 22,000 ตัน ซึ่งเป็นเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดที่ประจำการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ กองทัพบกไทยยังเป็นประเทศแรกที่จัดซื้อปืนจู่โจมรุ่นใหม่ QBZ‑195T สำหรับหน่วยรบพิเศษเมื่อปีที่ผ่านมา
นักวิชาการชี้ “ซื้อเพราะเหมาะสมกับงบประมาณ” ไม่ใช่เปลี่ยนขั้ว
คาร์ไลล์ เธเยอร์ (Carlyle Thayer) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ แคนเบอร์รา (University of New South Wales Canberra) กล่าวว่า ไทยพร้อมพิจารณาซื้อยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่จากจีนหากคุณภาพและราคาอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยเฉพาะในด้านเรือรบ ซึ่งจีนมีความสามารถในการผลิตในราคาที่แข่งขันได้
เธเยอร์เสริมว่า ไทยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาวุธจากสหรัฐฯ เนื่องจากเงื่อนไขทางการเมืองบางประการ เช่น มาตรการกีดกันทางการค้าและการจำกัดการออกวีซ่าชั่วคราวบางประเภท
ขณะเดียวกัน เคอิ โคงะ (Kei Koga) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง (Nanyang Technological University) สิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า การจัดซื้ออาวุธจากจีนของไทยเป็น “การดำเนินการตามปกติของโครงสร้างความมั่นคง” มากกว่าการปรับนโยบายต่างประเทศในเชิงขั้วยุทธศาสตร์
“อาวุธจีนมีราคาที่เข้าถึงได้ จัดส่งรวดเร็ว และกองทัพไทยคุ้นเคยกับระบบการซ่อมบำรุงของยุทโธปกรณ์เหล่านี้ จึงเป็นการต่อยอดทางเทคนิคมากกว่าการเลือกข้าง” โคงะกล่าว พร้อมเสริมว่า แม้ไทยจะยังคงดำเนินความร่วมมือทางความมั่นคงกับทั้งสหรัฐฯ และจีน แต่แนวโน้มการพึ่งพาอาวุธจากจีนอาจเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากอาวุธจากสหรัฐฯ มีราคาสูงและมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึง เช่น กรณีที่ไทยไม่สามารถจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ F‑35 ได้ตามแผน
“แนวโน้มนี้สะท้อนเหตุผลด้านงบประมาณและความเป็นจริงเชิงปฏิบัติ มากกว่าการปรับขั้วยุทธศาสตร์ใด ๆ” โคงะกล่าวทิ้งท้าย
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/military/article/3341089/why-thailand-us-treaty-ally-stocking-chinese-weapons?module=top_story&pgtype=section