.
ความสัมพันธ์ยุโรป–สหรัฐฯ ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์
27-1-2026
ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและสหรัฐอเมริกากำลังเผชิญกับ “ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด” นับตั้งแต่การก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต้) ตามคำกล่าวของ โชเซ มานูเอล บาร์โรโซ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โดยระบุว่าแนวทางการทูตที่สร้างความปั่นป่วนของวอชิงตันกำลังบีบให้ชาติพันธมิตรต้องทบทวนความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอีกครั้ง
“มีข้อกังขาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอยู่บ้าง” บาร์โรโซ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของโปรตุเกส กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “The China Connection” ของ CNBC เมื่อวันจันทร์ โดยชี้ให้เห็นถึงการสูญเสียความไว้วางใจที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหภาพยุโรปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสหราชอาณาจักรด้วย
เป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ในการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองกึ่งอิสระของเดนมาร์ก รวมถึงการข่มขู่ว่าจะใช้กำลังทางทหารและการขึ้นภาษีกับประเทศในยุโรป ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้นำยุโรปและสาธารณชนที่มีต่อสหรัฐอเมริกา
บาร์โรโซกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์มากขึ้น และกำลังเบี่ยงออกจากรูปแบบดั้งเดิมที่ตั้งอยู่บน “คุณค่าทางประชาธิปไตยร่วมกัน” โดยอธิบายสถานการณ์ในขณะนี้ว่าเป็น “ช่วงแตกหัก” ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่า “จากนี้ไปเราจะมุ่งหน้าไปทางใด”
แม้ว่าทรัมป์จะถอยออกจากท่าทีแข็งกร้าว โดยตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทางทหาร และยกเลิกการข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีกับประเทศในยุโรปเพื่อกดดันให้ช่วยสหรัฐฯ เข้าครอบครองเกาะดังกล่าว แต่เขายังคงยึดมั่นในเป้าหมายที่จะใช้อำนาจควบคุมดินแดนในแถบอาร์กติกแห่งนี้
ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังการพบปะกับมาร์ก รึตเตอ เลขาธิการนาโต ทรัมป์ระบุว่ามี “กรอบของข้อตกลงในอนาคต” เกี่ยวกับกรีนแลนด์ โดยไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ หรือระบุว่าเดนมาร์กได้เห็นชอบกับข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ ต่อมารึตเตอกล่าวว่า ประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของกรีนแลนด์ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการพูดคุยกับทรัมป์
บาร์โรโซอธิบายทรัมป์ว่าเป็น “ผู้สร้างความปั่นป่วนครั้งใหญ่” ซึ่งในบางครั้ง “แข็งกร้าวกับชาติพันธมิตรและมิตรประเทศมากกว่ากับฝ่ายตรงข้าม”
ผลสำรวจของสภาความสัมพันธ์ต่างประเทศยุโรป (European Council on Foreign Relations) ซึ่งเป็นคลังสมองนานาชาติ ที่จัดทำขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ระบุว่า มีชาวยุโรปเพียง 16% เท่านั้นที่มองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรที่มีคุณค่าและค่านิยมร่วมกัน ลดลงจาก 21% ในปี 2024 ขณะที่อีก “ตัวเลขที่น่าตกใจ” ถึง 20% มองว่าสหรัฐฯ เป็นคู่แข่งหรือแม้แต่เป็นศัตรู
การล่มสลายของความไว้วางใจดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนในสหราชอาณาจักร โดยสัดส่วนลดลงเหลือ 25% จาก 37% เมื่อปีก่อน ในด้านการป้องกันประเทศ บรรดาผู้นำยุโรปได้เร่งผลักดันแนวคิดเรื่อง “อธิปไตยของยุโรป” มากขึ้นเช่นกัน บาร์โรโซกล่าว โดยระบุว่าสาเหตุหนึ่งมาจากแรงกดดันที่รัฐบาลทรัมป์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อกลุ่มประเทศยุโรปในประเด็นการใช้จ่ายด้านกลาโหม
“หากต้องการรักษานาโต้ไว้ นาโต้จะต้องเป็นนาโตที่มีความเป็นยุโรปมากขึ้น” บาร์โรโซกล่าว พร้อมเสริมว่ายุโรปไม่ควรพึ่งพาสหรัฐอเมริกาเพียงฝ่ายเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพด้านการป้องกันประเทศของตนเอง
ใ นการประชุมนาโต้ที่กรุงเฮกเมื่อปีที่แล้ว ประเทศสมาชิกให้คำมั่นว่าจะลงทุนด้านกลาโหมและความมั่นคงในสัดส่วนเทียบเท่า 5% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจภายในปี 2035 หลังจากเผชิญแรงกดดันจากวอชิงตันเป็นเวลาหลายเดือน
บาร์โรโซกล่าวว่านาโต้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าก่อนที่รัสเซียจะรุกรานยูเครน โดยชี้ถึงการที่สวีเดนและฟินแลนด์เข้าร่วมเป็นสมาชิก และการที่พันธมิตรมีการปฏิบัติการใกล้พรมแดนรัสเซียมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ นาโต้ได้เพิ่มกำลังทหารตามแนวปีกตะวันออกของพันธมิตรภายหลังการรุกรานยูเครนของมอสโก
แม้จะมีท่าทีมองโลกในแง่ลบต่อสถานะปัจจุบันของความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับสหรัฐฯ บาร์โรโซเตือนว่าไม่ควรเรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็นจุดจบของพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก โดยระบุว่าสหรัฐอเมริกายังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของยุโรป
ที่มา CNBC