.
สหรัฐฯ ถูกจับตาว่ากำลังเปลี่ยนออสเตรเลียให้เป็นฐานทัพทหาร รองรับยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก
11-9-2026
สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนออสเตรเลียให้กลายเป็นฐานทัพส่วนหน้าสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาคแปซิฟิก โดยกองทัพและผู้รับเหมาด้านความมั่นคงของอเมริกาเป็นผู้ควบคุมหรือสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารของออสเตรเลียได้ราว 2 ใน 3 ของประเทศ
หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวได้อ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบันนอทิลุสเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืน (Nautilus Institute for Security and Sustainability) โดยระบุว่า พบสิ่งอำนวยความสะดวก 110 แห่งทั่วออสเตรเลียที่มีกองทัพสหรัฐฯ หรือบริษัทความมั่นคงของสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง จากทั้งหมด 168 แห่งที่มีการสำรวจ
กองทัพสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมสิ่งอำนวยความสะดวกโดยตรงจำนวน 17 แห่ง รวมถึงศูนย์ข่าวกรอง "ไพน์แกป" (Pine Gap) ทางตอนกลางของออสเตรเลีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสอดแนมและปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่ติดตามการปล่อยขีปนาวุธ ดักรับข้อมูลการสื่อสาร และให้ข้อมูลการชี้เป้าแก่กองทัพอเมริกันทั่วโลก
ฐานทัพอื่นๆ ที่ระบุในรายงาน ได้แก่ สถานีสื่อสารทางเรือในออสเตรเลียตะวันตก ซึ่งใช้สำหรับติดต่อสื่อสารกับเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ที่อยู่ใต้เครื่อง และฐานทัพอากาศ RAAF Base Tindal ทางตอนเหนือ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการขยายพื้นที่เพื่อรองรับเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 สตราโตฟอร์เทรส (B-52 Stratofortress) ที่สามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ได้
"เครื่องบินเหล่านี้สามารถลงจอดบนผืนดินของออสเตรเลียพร้อมกับบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์มาด้วย โดยที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่แจ้งให้ออสเตรเลียทราบว่าบรรทุกมาหรือไม่และเมื่อใด และรัฐบาลออสเตรเลียเองก็จะไม่เอ่ยปากถามเช่นกัน" เดอะ การ์เดียน ระบุ
นอกเหนือจากสถานที่ที่ควบคุมโดยตรงแล้ว กองทัพสหรัฐฯ ยังสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกของออสเตรเลียอีกหลายสิบแห่ง ขณะที่ผู้รับเหมาด้านความมั่นคงของอเมริกา รวมถึง ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) และ นอร์ทธรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) ก็ได้เข้าไปดำเนินงานในฐานทัพอื่นๆ ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันนอทิลุส พบว่ามีฐานทัพเพียง 41 แห่งจาก 168 แห่งที่ไม่มีกองทัพสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนสถานะของอีก 17 แห่งที่เหลือยังไม่ได้รับการเปิดเผยแน่ชัด
นอกจากนี้ การเข้ามาปักหมุดของอเมริกากำลังขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าว AFP รายงานว่า สหรัฐฯ กำลังเตรียมจัดตั้งคลังจัดเก็บอาวุธ กระสุน และอุปกรณ์สำหรับเตรียมพร้อมสู้รบอย่างถาวรให้กับหน่วยนาวิกโยธินในออสเตรเลีย โดยคาดว่าสิ่งอำนวยความสะดวกนี้จะพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2028
"เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่สหรัฐฯ ได้เตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการสู้รบที่มีความเข้มข้นสูงกับจีน โดยใช้ประโยชน์จากออสเตรเลียเป็นสปริงบอร์ด" ริชาร์ด แตนเตอร์ (Richard Tanter) ผู้จัดทำฐานข้อมูลของสถาบันนอทิลุส กล่าวกับเดอะ การ์เดียน
"หากมองจากมุมมองของจีน ออสเตรเลียไม่ใช่แค่ผู้ให้ที่พักพิงแก่ฐานทัพสหรัฐฯ ในดินแดนของตนเท่านั้น แต่มันได้กลายเป็นฐานทัพของสหรัฐฯ ไปในตัวแล้ว... ออสเตรเลียคือทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในกลไกการสู้รบของสหรัฐฯ" แตนเตอร์ ซึ่งเป็นภาคีศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์แห่งมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น กล่าวเสริม
ด้านรัฐบาลแคนเบอร์รายังคงยืนยันว่า การเข้ามาของอเมริกาที่เพิ่มขึ้นนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้แก่ออสเตรเลีย โดย ริชาร์ด มาร์ลส์ (Richard Marles) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ มีความสำคัญทั้งในแง่ของการสร้างขีดความสามารถทางทหารของประเทศและเพื่อความมั่นคงของชาติ
นอกจากนี้ มาร์ลส์ ยังโต้แย้งว่า การมีอยู่ของสหรัฐฯ จะช่วยถ่วงดุลอำนาจกับสิ่งที่เขาอธิบายว่าเป็นการ "สะสมกำลังทางทหารครั้งใหญ่และมีนัยสำคัญมาก" ของจีนในภูมิภาคนี้
เช่นเดียวกับ คริสโตเฟอร์ พายน์ (Christopher Pyne) อดีตรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย ที่ระบุว่า ข้อตกลง "AUKUS" ปี 2021 ระหว่างออสเตรเลีย สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร นั้นมีข้อผูกพันที่ก้าวข้ามไปไกลกว่าแค่การจัดซื้อเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของแคนเบอร์รา โดยเขาอธิบายว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการจัดตั้ง "ฐานทัพเรือดำน้ำแห่งใหม่ของสหรัฐฯ ในมหาสมุทรอินเดีย" ซึ่งจะทำให้วอชิงตันได้เปรียบทางยุทธศาสตร์อย่างมหาศาล
อย่างไรก็ดี แตนเตอร์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แนวทางของรัฐบาลแคนเบอร์รา โดยเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "ความล้มเหลวครั้งใหญ่ทางโครงสร้างสถาบันของออสเตรเลีย และเป็นความหย่อนยานทางศักยภาพที่เกิดขึ้นทั้งในระดับการเมือง รัฐสภา และระบบราชการ"
RT