.
คิวบาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่? คำถามสำคัญถึงปรากฏการณ์โดมิโนทางการเมืองในละตินอเมริกา
5-1-2026
Asia Time รายงานว่า การเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ผู้นำเผด็จการเวเนซุเอลา ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า "Operation Absolute Resolve" ไม่เพียงแต่ส่งสัญญาณถึงการกวาดล้างกลุ่มคาร์เทลและผู้มีอิทธิพลนอกกฎหมายในเวเนซุเอลาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและฉับพลันต่อสถานะความมั่นคงของประเทศคิวบา (Cuba) จนนำมาสู่คำถามสำคัญถึงปรากฏการณ์โดมิโนทางการเมืองในภูมิภาคว่า "คิวบาจะเป็นรายต่อไปหรือไม่?" เนื่องจากคิวบามีบทบาทและอิทธิพลหยั่งรากลึกในเวเนซุเอลามาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการส่งบุคลากรด้านข่าวกรองและทหาร (Cuban Personnel) จำนวนมหาศาลซึ่งคาดการณ์ว่ามีระหว่าง 5,000 ถึง 15,000 คน เข้าไปทำหน้าที่ฝึกฝนกองทัพและเป็นแกนหลักในการปราบปรามฝ่ายค้านเพื่อค้ำจุนระบอบเผด็จการมาดูโร
ในนาทีของการจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา พบว่าประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในที่พักลับภายในฐานทัพเฟอร์เต ทิอูนา (Fuerte Tiuna) ซึ่งเป็นศูนย์กลางบัญชาการของกระทรวงกลาโหม โดยปฏิบัติการเข้าชิงตัวเป็นไปอย่างดุเดือด มีรายงานการยิงปะทะระหว่างเฮลิคอปเตอร์ทหารสหรัฐฯ (US Military) กับกองกำลังรักษาความปลอดภัยซึ่งรวมถึงบุคลากรชาวคิวบา ก่อนที่มาดูโรจะถูกควบคุมตัวได้ขณะพยายามเข้าสู่ห้องนิรภัยภายในที่พัก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายฐานอำนาจของมาดูโร แต่ยังรวมถึงการกวาดล้างโครงสร้างพื้นฐานทางการทหารและจารกรรมที่ซับซ้อนในภูมิภาค อาทิ การทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศ Buk-M2E และ S-300VM รวมถึงการโจมตีโรงงานประกอบโดรนตระกูล ANSU-100 ในเมืองมาราไกโบ (Maracaibo) ซึ่งเป็นเครือข่ายของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ที่ทำหน้าที่สนับสนุนยุทธศาสตร์สงครามนอกรูปแบบและเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินระดับสากล
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อคิวบา (Cuba) คือการสิ้นสุดลงของ "สายส่งน้ำมัน" จากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่คิวบาพึ่งพามาโดยตลอด ปัจจุบันคิวบาต้องการน้ำมันสูงถึง 110,000 ถึง 120,000 บาร์เรลต่อวัน (bpd) เพื่อรักษาระบบไฟฟ้าและการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐาน แต่สถิติล่าสุดพบว่าการส่งมอบน้ำมันจากเวเนซุเอลากำลังลดลงจนสู่ระดับศูนย์ ขณะที่ความช่วยเหลือจากเม็กซิโก (Mexico) ซึ่งเคยเป็นแหล่งสำรองสำคัญและเคยอัดฉีดน้ำมันมูลค่ากว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2025 ก็กำลังประสบปัญหาขาดแคลนในประเทศตนเองและมีความกังวลต่อมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ (US) จนทำให้การส่งมอบในเดือนธันวาคม 2025 ลดลงถึง 73% ส่วนรัสเซีย (Russia) เองก็ไม่สามารถก้าวเข้ามาให้ความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่เนื่องจากข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่รุมเร้าเช่นกัน
วิกฤตการณ์พลังงานที่ดิ่งเหวส่งผลให้เกิดการตัดกระแสไฟฟ้าเป็นวงกว้าง (Power Outages) และกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดชนวนการประท้วงต่อต้านระบอบพรรคคอมมิวนิสต์ที่ครองอำนาจมานานกว่า 67 ปี โดยในปี 2025 เพียงปีเดียว สถิติการประท้วงในคิวบาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคและการระบาดของโรคอย่างหนัก แม้ประธานาธิบดีมิเกล ดิอัซ-กาเนล (Miguel Díaz-Canel) จะพยายามปลุกระดมให้ประชาชนรวมพลังอยู่เบื้องหลังพรรคคอมมิวนิสต์ แต่การล่มสลายของรัฐบาลมาดูโรซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดได้สร้างความสั่นคลอนอย่างรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลฮาวานา
ตามรายงานอย่างเป็นทางการก่อนหน้าการจับกุมเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ยังคงพยายามขอความช่วยเหลือจาก นายชิว เสี่ยวฉี (Qiu Xiaoqi) ทูตพิเศษของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) แห่งประเทศจีน แต่ท้ายที่สุดแล้วทั้งความสัมพันธ์กับจีน (China) หรือการแสดงจุดยืนเคียงข้างจากรัสเซีย (Russia) ก็ไม่สามารถพยุงระบอบของเขาไว้ได้ การสิ้นสุดอำนาจของมาดูโรจึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere) ที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่แนวทางอนุรักษนิยมที่สนับสนุนสหรัฐฯ (Pro-US) มากขึ้น และทิ้งให้ระบอบคอมมิวนิสต์ในคิวบาต้องเผชิญกับภาวะล่มสลายทางเศรษฐกิจและสังคมที่อาจนำไปสู่จุดจบของระบอบเดิมในเร็ววันนี้
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/is-cuba-next-after-maduros-capture/