ทองคำ = ดัชนีความเสี่ยงโลกเปิดฉากยุคทองคำเสี่ยงสูง
ทองคำ = ดัชนีความเสี่ยงโลก เปิดฉากยุคทองคำเสี่ยงสูง ปี 2026 ดอกเบี้ยเริ่มผ่อนคลาย–ภูมิรัฐศาสตร์เดือดหนุนดีมานด์
5-1-2026
ปี 2026 เปิดฉากท่ามกลางราคาทองคำที่ยังยืนเหนือระดับสูงเป็นประวัติการณ์ หลังจากปี 2025 ถูกจดจำในฐานะปีที่ทองพุ่งแรงเพราะโลกเผชิญความตึงเครียดหลายแนวรบพร้อมกัน ตั้งแต่สงครามรัสเซีย–ยูเครน ไฟลุกในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ–จีน. ในสภาพที่เศรษฐกิจโลกอ่อนแรง ธนาคารกลางทยอยลดดอกเบี้ยจริงลง และระบบการเงินถูกใช้เป็นเครื่องมือในเกมคว่ำบาตรและแซงก์ชันมากขึ้น ทองคำจึงไม่ใช่แค่สินทรัพย์หลบภัยของนักลงทุน แต่กลายเป็น “กันชนเชิงยุทธศาสตร์”
ในพอร์ตสำรองของหลายประเทศที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
สำนักข่าว IMCT NEWS โดยการอ้างอิงชุดแหล่งข้อมูลจาก (World Gold Council, World Bank, BofA/Deutsche Bank/Goldman Sachs/J.P. Morgan ร่วมกับ IG, Euronews และ Heraeus) โดยสรุปภาพรวม ชี้ว่า ในปี 2026 ตลาดยังเผชิญทั้งโอกาสทำจุดสูงใหม่และความเสี่ยงจากการปรับฐานแรง. ความผันผวนของดอกเบี้ย เงินดอลลาร์ และสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ จึงกลายเป็นตัวแปรหลักที่กำหนดทิศทางราคาทองและโลหะมีค่ามากกว่าปัจจัยด้านอุปสงค์–อุปทานเพียงอย่างเดียว
ปี 2025 ปูทางสู่ 2026: ทองทำสถิติ ประกันความเสี่ยงโลกปั่นป่วน
World Gold Council ระบุว่า ปี 2025 เป็นปีที่ทองคำทำสถิติ “ปีประวัติศาสตร์” จากการทำจุดสูงสุดใหม่มากกว่า 50 ครั้ง และให้ผลตอบแทนรวมมากกว่า 60% หนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ–ภูมิรัฐศาสตร์ และแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันและธนาคารกลาง. ทองถูกรวมบทบาททั้ง “สินทรัพย์หลบภัย” และ “ตัวกระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” ในพอร์ตลงทุน ท่ามกลางความกังวลต่อหนี้สาธารณะ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินโลก.
มุมมองสถาบันหลัก: ทองยังเป็นกันชน แต่กรอบการเคลื่อนไหวเปลี่ยน
รายงาน Gold Outlook 2026 ของ World Gold Council ประเมินว่า ภายใต้สมมติฐานเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป และดอกเบี้ยทยอยปรับลดตามที่ตลาดคาด ราคาทองอาจเคลื่อนไหว “ในกรอบ” สะท้อนมุมมองฉันทามติของนักลงทุนต่อการเติบโตและนโยบายการเงิน. อย่างไรก็ตาม หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงหรือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยกระดับ ทองยังมีโอกาส “เร่งตัว” ขึ้นอีกระลอกจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและการเพิ่มน้ำหนักสำรองทองของธนาคารกลาง.
ข้อมูลที่อ้างอิง World Bank ผ่านรายงานและบทวิเคราะห์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ สะท้อนว่า ทั้งทองและเงินมีแนวโน้มทดสอบระดับสูงใหม่ในปี 2026 จากดีมานด์ด้านการลงทุนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ. แต่ในอีกด้านหนึ่ง World Bank เตือนว่าความผันผวนอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปล่วงหน้าจำนวนมากแล้วในปี 2025.
ธนาคารลงทุนยกเป้าราคา: ระหว่างฝั่ง “5,000 ดอลลาร์” กับฝั่งระมัดระวัง
ฝั่งธนาคารลงทุนขนาดใหญ่มีมุมมองแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรก นำโดย Bank of America ปรับคาดการณ์ราคาทองสู่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในปี 2026 โดยให้เหตุผลจากทิศทางดอกเบี้ยจริงขาลง ดอลลาร์อ่อน ความต้องการถือทองของธนาคารกลาง และความเสี่ยงด้านหนี้–การเงินโลกที่สะสมมาตลอดทศวรรษ. Deutsche Bank ก็ขยับเป้าราคาเฉลี่ยทองในปีเดียวกันขึ้นเช่นกัน สะท้อนมุมมองว่าทองยังเป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อและความปั่นป่วนในตลาดเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ.
อีกกลุ่มหนึ่ง เช่น Goldman Sachs และ J.P. Morgan มองว่าทองยังมีอัพไซด์ต่อเนื่องถึงช่วงกลางปี 2026 โดยเฉพาะในสถานการณ์ “ลงจอดนุ่มใกล้ถดถอย” ที่เศรษฐกิจชะลอและเฟดทยอยลดดอกเบี้ย. อย่างไรก็ดี ทั้งสองสำนักเน้นว่าหากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายกระตุ้นของรัฐบาลสามารถเติบโตแรงกว่าคาด ดอกเบี้ยจริงทรงตัวในระดับสูง และดอลลาร์กลับมาแข็งค่า แนวโน้มจะกลับเป็นแรงขายทำกำไรในทองมากกว่าราคาทำจุดสูงใหม่ต่อเนื่อง
เสียงจากโบรกเกอร์–สื่อ: ทอง–เงิน “แพงแต่ยังไม่เต็มพอร์ต”
บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์และแพลตฟอร์มเทรดรายใหญ่ เช่น IG มองว่าตลาดทองและเงินในปี 2026 ยังคงได้แรงหนุนจากบรรยากาศความเสี่ยงสูง ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่สัญญาณทางเทคนิคสะท้อนภาวะ “ซื้อเกิน” (overbought) หลังจากรันเทรนด์ขึ้นแรงในปี 2025. นักวิเคราะห์บางส่วนจึงเตือนนักลงทุนให้ระวังการปรับฐานระหว่างทาง แม้โครงสร้างระยะยาวยังเป็นบวก.
ด้าน Euronews ตั้งคำถามว่าหลัง “ปีประวัติศาสตร์ของทองคำ” ตลาดกำลังเข้าสู่เฟสฟองสบู่ หรือเพิ่งอยู่ในช่วงต้นของรอบขาขึ้นระยะยาวเท่านั้น โดยชี้ว่าคำตอบอยู่ที่ดอกเบี้ยจริง และบทบาทใหม่ของทองในฐานะสินทรัพย์สำรองของประเทศในโลกหลายขั้ว ไม่ใช่แค่สินทรัพย์โภคภัณฑ์ธรรมดา.
โลหะมีค่าอื่น: เงิน–แพลทินัม–พัลลาเดียมบนเส้นทางพลังงานสะอาด
รายงาน Precious Metals Forecast 2026 ของ Heraeus ประเมินว่า เงินจะได้รับแรงหนุนสองทาง ทั้งจากสถานะ “หลบภัยรอง” เคลื่อนไหวตามทอง และจากดีมานด์ในภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์เซลล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง. ขณะที่แพลทินัมและพัลลาเดียมยังผูกพันกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบควบคุมไอเสีย และการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ทำให้แนวโน้มราคามีความเฉพาะตัวมากขึ้นและไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับทอง.
บทวิเคราะห์จาก Sprott และ Kitco เสนอว่าการจัดพอร์ตโลหะมีค่าในปี 2026 ควรเน้น “กระจายข้ามโลหะ” มากกว่าทุ่มในทองคำเพียงอย่างเดียว เพื่อเฉลี่ยโอกาสและความเสี่ยงจากปัจจัยเฉพาะของแต่ละตลาด เช่น ดีมานด์อุตสาหกรรม เทคโนโลยีพลังงานสะอาด และข้อจำกัดด้านอุปทาน.
นัยต่อผู้อ่านและนักลงทุน
สำหรับผู้อ่านและนักลงทุน การประเมินภาพรวมปี 2026 จากแหล่งข้อมูลอย่าง World Gold Council, World Bank ธนาคารลงทุนระดับโลก และโบรกเกอร์–สื่อการเงิน ทำให้เห็นชัดว่า ทองคำยังคงเป็นแกนหลักของสินทรัพย์หลบภัย แต่ไม่ใช่ “ทางเลือกเดียว” อีกต่อไป. โลหะมีค่าอื่นเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี ขณะที่การผูกโยงระหว่างตลาดการเงินกับภูมิรัฐศาสตร์ทำให้การบริหารความเสี่ยงกลายเป็นหัวใจของกลยุทธ์ลงทุนในปี 2026 มากกว่าการไล่ราคาตามเทรนด์เพียงอย่างเดียว
---
IMCT NEWS
ที่มา - อ้างอิง
https://www.ig.com/en/news-and-trade-ideas/commodities-market-outlook-for-2026-251212
https://www.heraeus-precious-metals.com/en/company/press-and-news/heraeus-precious-metals-forecast-2026/
https://blogs.worldbank.org/en/developmenttalk/the-commodity-markets-outlook-in-eight-charts2
https://www.investing.com/news/commodities-news/gold-prices-outlook-for-2026-deutsche-bank-sets-2026-target-4379183
https://www.euronews.com/business/2025/12/09/a-historic-year-for-gold-could-prices-climb-higher-in-2026
https://www.gold.org/goldhub/research/gold-outlook-2026