จีน "เบรก" กระแสชาตินิยม ในปมขัดแย้งญี่ปุ่น
จีน "เบรก" กระแสชาตินิยม ในปมขัดแย้งญี่ปุ่น หวังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการลงทุนต่างชาติ
5-1-2026
SCMP รายงานว่า ท่ามกลางข้อพิพาทร้อนระอุรอบใหม่กับญี่ปุ่นในปี 2025 โดยมีไต้หวันเป็นประเด็นศูนย์กลาง จีนกลับเลือกแนวทางตอบโต้ด้วยแรงกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจแบบ “เจาะจงเป้า” แทนการปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมในวงกว้างเหมือนในอดีต
ย้อนกลับไปเมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษก่อน ข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและญี่ปุ่นมักจะลงเอยด้วยการที่ประชาชนจำนวนมหาศาลออกมารวมตัวประท้วงบนท้องถนน หรือเกิดกระแสการคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ดังเช่นเหตุการณ์ในปี 2012 เมื่อรัฐบาลโตเกียวประกาศโอนสิทธิ์หมู่เกาะเตียวหยู (Diaoyu Islands) หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าหมู่เกาะเซนกากุ (Senkaku Islands) มาเป็นของรัฐ จนนำไปสู่การบุกทำลายร้านค้าและรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นในหลายเมืองทั่วประเทศจีน อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ปี 2026 แม้ความตึงเครียดจะกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งเหนือเส้นขีดแดงสำคัญอย่างประเด็น "ไต้หวัน" แต่ปฏิกิริยาจากรัฐบาลปักกิ่งกลับมีความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นการใช้แรงกดดันทางการทูตและเศรษฐกิจแบบจำกัดวง แทนการโหมกระพือไฟชาตินิยมในหมู่ประชาชน
ชนวนเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน เมื่อนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) แห่งญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาว่าการใช้กำลังต่อไต้หวันของจีนอาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการดำรงอยู่" ของญี่ปุ่น และส่งสัญญาณว่าโตเกียวอาจส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงหากเกิดความขัดแย้งในช่องแคบไต้หวัน คำแถลงดังกล่าวถือเป็นการละทิ้งนโยบาย "ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมานาน ซึ่งสร้างความโกรธเคืองให้แก่รัฐบาลปักกิ่งเป็นอย่างมาก เนื่องจากจีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนที่จะต้องรวมชาติให้สำเร็จ แม้สหรัฐอเมริกา (US) และญี่ปุ่นจะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน แต่ทั้งสองประเทศต่างคัดค้านการใช้กำลังเปลี่ยนแปลงสถานะของเกาะแห่งนี้
แม้ความขัดแย้งจะรุนแรงถึงขั้นมีการระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น การออกคำเตือนการเดินทางสำหรับพลเมืองจีน และการส่งเรือลาดตระเวนรอบหมู่เกาะเตียวหยู (Diaoyu Islands) รวมถึงเหตุการณ์ที่เครื่องบินรบจีนล็อกเป้าเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ขาดหายไปอย่างเห็นได้ชัดคือการประท้วงขนาดใหญ่หรือการทำลายทรัพย์สินของภาคธุรกิจญี่ปุ่น นักวิเคราะห์มองว่าสาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่จีนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 3 ของจีน และในขณะที่จีนกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมเพื่อทดแทนวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลปักกิ่งจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ และยุโรปที่ยังคงไม่คลี่คลาย
เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานเศรษฐกิจของจีนระบุว่า มาตรการตอบโต้ในปัจจุบันถูกจำกัดไว้เพียงการใช้โวหารทางการทูตเพราะเป็นแนวทางที่มีต้นทุนต่ำ และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จีนจะขยายความขัดแย้งนี้ไปสู่มิติทางเศรษฐกิจหรือการทหารในวงกว้าง เนื่องจากตระหนักดีว่ากระแสชาตินิยมที่รุนแรงเกินไปเปรียบเสมือน "ดาบสองคม" แม้จะช่วยสร้างความสามัคคีในชาติได้ในระยะสั้น แต่ก็เสี่ยงที่จะลุกลามกลายเป็นช่องทางระบายความไม่พอใจต่อปัญหาภายในประเทศและคุกคามเสถียรภาพของรัฐบาลเอง นอกจากนี้ จีนยังต้องการรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่ปลอดภัยและยึดมั่นในระเบียบวินัย หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายชาวญี่ปุ่นในเมืองซูโจว (Suzhou) และเซินเจิ้น (Shenzhen) ในช่วงปี 2024 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงระดับสากล
ในส่วนของภาคประชาชน ความเห็นต่อญี่ปุ่นมีความซับซ้อนและย้อนแย้ง แม้จะมีความเกลียดชังจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์ แต่คนรุ่นใหม่ในจีนกลับมีแนวโน้มที่เฉยเมยต่อประเด็นการเมืองมากขึ้น โดยส่วนใหญ่หันไปให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและประสบการณ์ส่วนตัว ดังจะเห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงเดินทางไปญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง และร้านอาหารหรือสินค้าญี่ปุ่นในจีนที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างมั่นคง นักวิชาการมองว่าทัศนคติของชาวจีนมีความเป็นสากลและซับซ้อนขึ้นกว่าคนรุ่นก่อน ซึ่งสอดคล้องกับปรากฏการณ์ "Lying Flat" หรือการละทิ้งความทะเยอทะยานภายใต้แรงกดดันทางสังคม
บทสรุปของความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจเอเชียตะวันออกในขณะนี้ จึงอยู่ในสภาวะที่ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามหา "ทางลง" ให้แก่ความขัดแย้ง โดยจีนจะยังคงใช้โวหารที่แข็งกร้าวเพื่อกดดันนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) ต่อไปในระยะหนึ่ง ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็เริ่มมีการปรับโทนคำพูดให้กลับมาสู่ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์อีกครั้งผ่านช่องทางการทูตลับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลที่ทั้งสองประเทศมีต่อกันและกัน และป้องกันไม่ให้ความโกรธเคืองทางการเมืองบานปลายจนทำลายรากฐานความมั่นคงในภูมิภาค
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/news/china/diplomacy/article/3338502/why-china-turning-down-nationalist-heat-its-row-japan?module=spotlight&pgtype=homepage