.
ชนวนสงคราม 'ปากีสถาน-อัฟกานิสถาน' เมื่อเส้นพรมแดน 'ยุคอาณานิคมพ่นพิษ'
28-2-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ คาวาจา อาซิฟ (Khawaja Asif) รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถานประกาศว่าประเทศของตนได้เข้าสู่ภาวะ “สงครามเปิด” (open war) กับอัฟกานิสถานอย่างเป็นทางการ อัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ (Attaullah Tarar) รัฐมนตรีสารสนเทศปากีสถานรายงานว่า กองกำลังปากีสถานได้โจมตีเป้าหมายในกรุงคาบูลและเมืองกันดาฮาร์ ซึ่งฝ่ายอัฟกานิสถานยืนยันว่ามีการโจมตีเกิดขึ้นจริง
อาซิฟกล่าวหา “ตอลิบาน” ว่า “รวบรวมผู้ก่อการร้ายจากทั่วโลกมาอยู่ในอัฟกานิสถาน” และกำลัง “ส่งออกการก่อการร้ายออกไป” พร้อมกล่าวหาว่าตอลิบานมี “สายสัมพันธ์” กับอินเดีย ซึ่งปากีสถานเพิ่งเข้าสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
โมชาร์ราฟ ซัยดี (Mosharraf Zaidi) โฆษกรัฐบาลนายกรัฐมนตรีปากีสถานระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เป็น “การตอบโต้การโจมตีที่ไม่มีการยั่วยุมาก่อนจากฝั่งอัฟกานิสถาน” โดยอ้างว่าการโจมตีของปากีสถานสังหารนักรบตอลิบาน 133 คน บาดเจ็บอีก 200 คน ทำลายด่านชายแดนของอัฟกานิสถาน 27 จุดและยึดได้อีก 9 จุด ขณะที่ฝ่ายอัฟกานิสถานอ้างว่า สังหารทหารปากีสถานได้ 55 นายและยึดด่านได้ 19 จุด ส่วนตอลิบานยอมรับว่ามีผู้เสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บ 11 ราย
***
## เงาจักรวรรดิ: เส้นดูแรนด์–มรดกล่าอาณานิคมที่ยังไม่จบ
ปมพิพาทพื้นฐานระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถานตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาอยู่ที่เส้นดูแรนด์ ความยาวราว 2,640 กิโลเมตร ซึ่งวางแนวเขตแดนในปลายศตวรรษที่ 19 ยุคนั้นยังไม่มีประเทศปากีสถานบนแผนที่โลก พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของบริติชอินเดีย เส้นดูแรนด์เกิดจากข้อตกลงปี 1893 ระหว่างเอมีร์อับดุร เราะห์มาน ข่าน (Abdur Rahman Khan) ผู้นำอัฟกานิสถานในขณะนั้น กับ เซอร์มอร์ทิเมอร์ ดูแรนด์ (Sir Mortimer Durand) ตัวแทนฝ่ายอาณานิคมอังกฤษ
สำหรับจักรวรรดิอังกฤษ เส้นนี้เป็นเครื่องมือกำหนดเขตอิทธิพลในการแข่งขัน “Great Game” กับรัสเซีย และใช้เป็นกันชนปกป้องพรมแดนตะวันตกเฉียงเหนือของบริติชอินเดีย ในมุมมองของอัฟกานิสถาน เส้นดูแรนด์เป็น “เส้นแบ่งที่ถูกยัดเยียดจากภายนอก” อัฟกานิสถานเอง เช่นเดียวกับอิหร่านในยุคนั้น กลายเป็นสมรภูมิแย่งชิงของสองจักรวรรดิใหญ่ แม้จะเกิดสงครามอังกฤษ–อัฟกันถึงสองครั้ง แต่อังกฤษไม่อาจควบคุมอัฟกานิสถานโดยตรงได้เต็มที่ ทำให้อัฟกานิสถานยังรักษาเอกราชไว้ได้ แต่ต้องยอม “ประนีประนอม” หลายด้าน รวมถึงการลงนามข้อตกลงปี 1893 นี้ด้วย
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษเข้าสู่ภาวะล้าอำนาจ ไม่อาจควบคุมอาณานิคมต่อไป บริติชอินเดียจึงถูกแบ่งและกำเนิดประเทศอินเดียและปากีสถานในปี 1947 ปากีสถานรับช่วงเขตแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมดของบริติชอินเดีย รวมทั้งเส้นดูแรนด์ไปโดยปริยาย อย่างไรก็ดี คาบูลไม่เคยยอมรับเส้นนี้เป็นพรมแดนระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ
อัฟกานิสถานเป็นประเทศเดียวที่ลงคะแนนคัดค้านการรับปากีสถานเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติในปี 1947 โดยอ้างข้อพิพาทเรื่องดินแดนและการไม่ยอมรับเส้นดูแรนด์ แม้ภายหลังจะเปลี่ยนท่าทีและสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 1948 แต่ “ปมปัชตุน” และปมพรมแดนยังคงอยู่ในระดับลึก
นับแต่นั้นเป็นต้นมา ไม่ว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานจะอยู่ในมือราชวงศ์ สาธารณรัฐ คอมมิวนิสต์ หรืออิสลามิสต์ ต่างไม่มีรัฐบาลใดยอมรับเส้นดูแรนด์ในฐานะพรมแดนระหว่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมองว่ามันเป็น “เศษซากอาณานิคม” และผลผลิตของการบีบบังคับจากมหาอำนาจภายนอก
ฝ่ายคาบูลยืนกรานว่าข้อตกลงปี 1893 หมดอายุไปแล้วในปี 1993 และจำเป็นต้องเจรจาใหม่ โดยปฏิเสธที่จะต่ออายุหรือขยายผลข้อตกลง เพราะเห็นว่าฐานะทางกฎหมายหมดลงไปแล้ว นักวิชาการและนักการเมืองบางส่วนในอัฟกานิสถานยังเรียกร้องให้ทบทวนแนวเขตแดนตอนเหนือบางจุด รวมทั้งพื้นที่ทางเหนือของชิตรัล โดยให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาททางประวัติศาสตร์
ในทางตรงกันข้าม ปากีสถานยืนยันว่าเส้นดูแรนด์คือ “พรมแดนระหว่างประเทศที่ยุติแล้ว” โดยอ้างหลักการที่ว่าหลังการแบ่งบริติชอินเดียในปี 1947 ปากีสถานได้รับมรดกเขตแดนทั้งหมดที่ฝ่ายอาณานิคมอังกฤษขีดไว้และได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศ อิสลามาบัดยึดหลัก “ครอบครองอะไรอยู่ก็ให้ถือเป็นของตน” เพื่อยืนยันความชอบธรรมและปฏิเสธการเปิดเจรจาเขตแดนใหม่ เพราะมองว่าการทบทวนจะกระทบพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือในวงกว้างและเสี่ยงต่อบูรณภาพของรัฐ
กรณีเส้นดูแรนด์จึงสะท้อนชัดว่า การตัดสินใจเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในกรอบจักรวรรดิปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยังคงส่งแรงสะเทือนต่อโครงสร้างความมั่นคงในเอเชียใต้กว่า 130 ปีให้หลัง เมื่ออังกฤษถอนตัว องค์ประกอบตัวแสดงเปลี่ยนไป แต่ “ความขัดแย้งที่ฝังราก” ยังอยู่ ทำให้มรดกข้อพิพาทถูกส่งต่อมาสู่บริบทภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่
***
## ปัชตุน–กลุ่มติดอาวุธ–คำมั่นที่ผิดหวัง
เส้นดูแรนด์ยังเป็นเส้นแบ่งชนเผ่าปัชตุน (Pashtuns) ระหว่างสองฝั่งพรมแดน ซึ่งปูทางให้ความขัดแย้งยืดเยื้อในระยะยาว ฮามิด คาร์ไซ (Hamid Karzai) อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถาน (2001–2014) เคยเรียกเส้นนี้ว่า “เส้นแห่งความเกลียดชังที่สร้างกำแพงกั้นสองพี่น้อง” แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามประคองความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนบ้าน” กับอิสลามาบัด สะท้อนจุดยืนที่ย้อนแย้งระหว่างการไม่ยอมรับพรมแดนกับการไม่ผลักดันแนวคิด “ปัชตุนิสถาน” แยกตัว
รัฐบาลคาร์ไซไม่เคยเดินหน้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศผ่านยูเอ็นหรือองค์กรอนุญาโตตุลาการ เพื่อเปิดคดีทบทวนข้อตกลงดูแรนด์ โดยเลือกใช้ “การไม่ยอมรับเชิงการเมือง” มากกว่าการสู้บนเวทีทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน ปากีสถานพยายาม “จัดรูปการเมืองคาบูล” ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเอง อิสลามาบัดหวังว่ารัฐบาลอัฟกานิสถานที่ “เป็นมิตร” จะไม่ท้าทายผลประโยชน์ด้านเขตแดนและสามารถใช้เป็น “เชิงลึกยุทธศาสตร์” (strategic depth) ในการแข่งขันกับอินเดีย แนวคิดนี้เป็นฐานคิดสำคัญของนโยบายที่ปากีสถานใช้อยู่กับตอลิบานมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และต่อเนื่องหลังปี 2001 ด้วยหวังว่าจะได้ระบอบที่เป็นมิตรกับปากีสถานในคาบูล
อย่างไรก็ตาม หลังตอลิบานกลับมาครองอำนาจในปี 2021 กลุ่มนี้แสดงให้เห็นชัดว่าไม่ได้มองตนเองเป็น “พันธมิตรที่พึ่งพาปากีสถาน” และไม่พร้อมรับรองเส้นดูแรนด์อย่างเป็นทางการ จุดยืนของตอลิบานสอดคล้องกับแนวทางประวัติศาสตร์ของรัฐอัฟกานิสถานที่มองพรมแดนเส้นนี้ว่า “มีข้อพิพาทโดยกำเนิด” ท่าทีดังกล่าวสร้างความผิดหวังอย่างมากให้กับผู้นำปากีสถานและยิ่งขยายความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน
นับตั้งแต่มีนาคม 2024 เป็นต้นมา การปะทะระหว่างปากีสถานและอัฟกานิสถานตามแนวเส้นดูแรนด์เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอจนกลายเป็น “สภาพปกติใหม่” (systemic clashes) จากเดิมที่เป็นเหตุการณ์ประปราย กลายเป็นการปะทะด้วยอาวุธเป็นระยะ ในเดือนตุลาคม 2025 ความตึงเครียดพุ่งขึ้นอีกระดับเมื่อกองทัพปากีสถานยึดด่านชายแดนอัฟกานิสถาน 19 จุดระหว่างการสู้รบกับกองกำลังตอลิบาน สะท้อนการทหารที่หนาแน่นบนแนวพรมแดนและการขาดกลไกยับยั้งหรือคลี่คลายวิกฤตที่มีประสิทธิภาพ
ในฝั่งปากีสถานเอง กลุ่มติดอาวุธ Tehrik-i-Taliban Pakistan (TTP) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวปัชตุนและมีแนวคิดแยกตัวจากปากีสถาน ยังปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ ทำให้ “ปัจจัยอัฟกานิสถาน” กลายเป็นปัญหาความมั่นคงภายในของปากีสถานด้วย เพราะกลุ่มหัวรุนแรงที่มีสายสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์และอุดมการณ์ข้ามเส้นพรมแดนสามารถใช้ภูมิประเทศและความซับซ้อนของแนวเขตแดนหลบหลีกการปราบปราม
***
## ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์: อินเดีย–จีน–อิหร่าน และสงครามท่าเรือ
ความขัดแย้งระหว่างปากีสถาน–อัฟกานิสถานซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้อง ปากีสถานกล่าวหาอัฟกานิสถานว่ากำลังขยายความร่วมมือด้านการทหารและการเมืองกับอินเดีย ขณะที่คาบูลยืนยันว่าตนมีสิทธิในฐานะรัฐอธิปไตยที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศใดก็ได้ และความร่วมมือกับอินเดียไม่ได้มุ่งโจมตีปากีสถานโดยตรง
จีนมีบทบาทสำคัญในฉากหลังนี้ ปักกิ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญให้ปากีสถาน โดยในปี 2025 ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงจัดหาอาวุธมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงเครื่องบินขับไล่ล่องหน J-35 รุ่นที่ 5 เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ KJ-500 และระบบป้องกันขีปนาวุธ HQ-19 ยกระดับศักยภาพการป้องกันภัยทางอากาศและกำลังรบทางอากาศของปากีสถาน ปรับสมดุลกำลังในเอเชียใต้และสร้างแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ต่ออินเดีย
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้สนับสนุนปากีสถานฝ่ายเดียว ปักกิ่งยังสร้างสายสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจและการเมืองกับฝ่ายบริหารอัฟกานิสถาน รวมทั้งผู้นำตอลิบาน โดยมีเป้าหมายหลักคือ “เสถียรภาพ” เพื่อปกป้องการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ เช่น โครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน–ปากีสถาน (China-Pakistan Economic Corridor – CPEC) ที่เชื่อมจีนสู่มหาสมุทรอินเดียผ่านท่าเรือกวาดาร์ (Gwadar) และโครงข่ายถนน–พลังงาน–โลจิสติกส์ในปากีสถาน
หากความขัดแย้งปากีสถาน–อัฟกานิสถานยกระดับจนควบคุมไม่ได้ การทำสงครามภาคพื้นดินขนาดใหญ่ของปากีสถานในอัฟกานิสถานจะเสี่ยงยืดเยื้อในภูมิประเทศภูเขายากลำบาก และอาจกระทบต่อโครงการลงทุนของจีน ทั้งในมิติ CPEC และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทำให้ทั้งจีนและปากีสถานไม่มีแรงจูงใจผลักสถานการณ์ไปสู่สงครามภาคพื้นดินเต็มรูปแบบ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นสงครามในรูปแบบ “ปฏิบัติการทางไกล” เช่น การโจมตีทางอากาศ การยิงปืนใหญ่ และการใช้โดรนโจมตีจุดบัญชาการและโครงสร้างพื้นฐานของตอลิบานมากกว่า
ในอีกด้านหนึ่ง อัฟกานิสถานได้หันเหบางส่วนของเส้นทางการค้าจากปากีสถานไปยังอิหร่านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังมีการปิดพรมแดนบางส่วนระหว่างอัฟกานิสถาน–ปากีสถาน ปริมาณการส่งออกผ่านท่าเรืออิหร่านเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะท่าเรือจาบาฮาร์ (Chabahar Port) ซึ่งอินเดียร่วมลงทุนพัฒนาให้เป็น “ทางเลือก” ต่อท่าเรือกวาดาร์ของปากีสถาน การพัฒนาเส้นทางนี้ทำให้อินเดียเข้าถึงอัฟกานิสถานและเอเชียกลางได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านปากีสถาน ลดอำนาจต่อรองด้านทรานซิตของปากีสถานอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์นี้สร้างความกังวลในอิสลามาบัด เพราะอินเดียได้ทางเชื่อมเข้าสู่ภูมิภาคผ่านอิหร่าน ขณะที่อัฟกานิสถานลดการพึ่งพาเส้นทางขนส่งของปากีสถาน ในเวลาเดียวกัน ความต้องการหลีกเลี่ยงการทำลายความสัมพันธ์กับเตหะรานก็จำกัดตัวเลือกของปากีสถานในการใช้มาตรการแข็งกร้าวมากเกินไป ขณะที่ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างปากีสถานกับซาอุดีอาระเบียก็เป็นอีกชั้นหนึ่งของสมการที่ทำให้ภาพรวมภูมิรัฐศาสตร์เปราะบาง แม้ซาอุฯ กับอิหร่านจะเริ่มปรับความสัมพันธ์ในบางมิติแล้วก็ตาม
โดยสรุป ความขัดแย้งรอบเส้นดูแรนด์ในวันนี้เป็นผลผสมของหลายปัจจัย ตั้งแต่มรดกล่าอาณานิคมปลายศตวรรษที่ 19 ปมความชอบธรรมของเขตแดนที่ไม่เคยได้รับการยุติอย่างแท้จริง ความผิดหวังเชิงยุทธศาสตร์ของปากีสถานต่อรัฐบาลตอลิบาน การแข่งขันอิทธิพลระดับภูมิภาคระหว่างอินเดีย–จีน–อิหร่าน ไปจนถึงการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การท่าเรือ และเส้นทางการค้าทางบก–ทางทะเลในเอเชียใต้และเอเชียกลาง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/633132-pakistan-and-afghanistan-are-at-war/