.
"นาฬิกาวันสิ้นโลก" ขยับเข้าใกล้หายนะ เหลือเพียง 85 วินาทีสู่จุดเสี่ยง เหตุศึกนิวเคลียร์–สงคราม–ภัย AI ปะทุพร้อมกัน ดันโลกเข้าใกล้จุดจบ
28-1-2026
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า องค์กร Bulletin of the Atomic Scientists ประกาศปรับเวลา “Doomsday Clock” หรือนาฬิกาวันสิ้นโลก ให้เข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยขยับมาอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน สะท้อนความเสี่ยงหายนะระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากพฤติกรรมเชิงรุกของชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์อย่างรัสเซีย (Russia) จีน (China) และสหรัฐอเมริกา (US) การเสื่อมถอยของกรอบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ สงครามในยูเครน (Ukraine) และตะวันออกกลาง ตลอดจนความกังวลเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI)
กระดานนักวิทยาศาสตร์ปรมาณูซึ่งมีฐานอยู่ที่นครชิคาโก (Chicago) ระบุว่า การตั้งเข็มไว้ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน หมายถึงการขยับเข้าใกล้ “จุดทำลายล้าง” มากขึ้นอีก 4 วินาที เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1947 ช่วงสงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเตือนสาธารณชนว่ามนุษยชาติเข้าใกล้การทำลายล้างตัวเองมากเพียงใด
บรรดานักวิทยาศาสตร์แสดงความเป็นห่วงต่อการผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับระบบทางทหารโดยขาดการกำกับดูแล ความเป็นไปได้ที่ AI จะถูกใช้ช่วยพัฒนาอาวุธชีวภาพ ตลอดจนบทบาทของ AI ในการแพร่กระจายข้อมูลเท็จไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่าภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
อเล็กซานดรา เบลล์ (Alexandra Bell) ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนิวเคลียร์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bulletin กล่าวให้สัมภาษณ์ว่า “แน่นอนว่า นาฬิกาวันสิ้นโลกสะท้อนความเสี่ยงระดับโลก และสิ่งที่เราเห็นคือความล้มเหลวของผู้นำในเวทีโลก” พร้อมเตือนว่าไม่ว่ารัฐบาลใด หากหันไปสู่แนวทาง “จักรวรรดินิยมยุคใหม่” และการปกครองแบบ “ออร์เวลเลียน” ก็ยิ่งจะผลักเข็มนาฬิกาเข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนมากขึ้น
นี่เป็นครั้งที่สามในรอบสี่ปีที่กระดานนักวิทยาศาสตร์ปรมาณูตัดสินใจขยับเข็มนาฬิกาเข้าใกล้จุดศูนย์กลางความหายนะ เบลล์ระบุว่า “ในเชิงความเสี่ยงนิวเคลียร์ ไม่มีสิ่งใดในปี 2025 ที่เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง” โดยชี้ว่ากรอบความร่วมมือทางการทูตระยะยาวหลายชุดอยู่ในภาวะกดดันหรือเสี่ยงล่มสลาย ขณะที่ภัยคุกคามการรื้อฟื้นการทดสอบนิวเคลียร์เชิงระเบิดกลับมาอีกครั้ง ความกังวลเรื่องการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น และมีปฏิบัติการทางทหารถึงสามสมรภูมิที่ดำเนินไปภายใต้ “เงานิวเคลียร์” และความเสี่ยงยกระดับสถานการณ์
เธอยกตัวอย่างสงครามของรัสเซียในยูเครน การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) ต่ออิหร่าน (Iran) รวมถึงการปะทะตามแนวชายแดนระหว่างอินเดีย (India) กับปากีสถาน (Pakistan) นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความตึงเครียดในเอเชีย ทั้งบนคาบสมุทรเกาหลี (Korean Peninsula) และการข่มขู่ของจีนต่อไต้หวัน (Taiwan) รวมถึงบรรยากาศตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในซีกโลกตะวันตกนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กลับเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อ 12 เดือนก่อน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคืออนาคตของสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย คือความตกลง New START ซึ่งมีกำหนดหมดอายุในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ข้อตกลงนี้จำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ประจำการของแต่ละฝ่ายไว้ที่ 1,550 หัวรบ วลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีรัสเซียเคยเสนอเมื่อเดือนกันยายนให้ทั้งสองประเทศยังคงยึดเพดานตามสนธิสัญญานี้ต่อไปอีกหนึ่งปี แต่ทรัมป์ยังไม่ตอบรับอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในโลกตะวันตกมีความเห็นแตกต่างกันว่าควรรับข้อเสนอนี้หรือไม่
ในด้านยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ เบลล์ชี้ว่าทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เชิงระเบิดอีกครั้งเมื่อเดือนตุลาคม หลังจากที่หยุดไปมานานกว่า 30 ปี โดยตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าวยังไม่มีประเทศใดกลับมาทดสอบนิวเคลียร์แบบระเบิด ยกเว้นเกาหลีเหนือ (North Korea) ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2017 เบลล์มองว่า หากโลกย้อนกลับไปสู่ยุคทดสอบนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ ประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือจีน เนื่องจากยังคงเร่งขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตนต่อเนื่อง
รายงานยังระบุว่า ทรัมป์ “เขย่าโครงสร้างระเบียบโลก” ผ่านการสั่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าปฏิบัติการเพื่อควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลา (Venezuela) ขู่กดดันประเทศในลาตินอเมริกาอื่นๆ ประกาศจะฟื้นฟูความเป็น “มหาอำนาจครองซีกโลกตะวันตก” ของสหรัฐฯ กล่าวถึงแนวคิดผนวกเกาะกรีนแลนด์ (Greenland) และสร้างความเสี่ยงต่อความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามแอตแลนติกกับยุโรป
ในฝั่งรัสเซีย กองทัพยังคงเดินหน้าปฏิบัติการรุกรานยูเครนที่เริ่มต้นเมื่อปี 2022 โดยไม่มีสัญญาณยุติ หนึ่งในยุทโธปกรณ์ที่มอสโกใช้งานคือขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “Oreshnik” ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ รัฐบาลรัสเซียเผยแพร่วิดีโอเมื่อเดือนธันวาคม แสดงภาพการนำขีปนาวุธดังกล่าวไปประจำการในเบลารุส (Belarus) ในลักษณะที่ถูกมองว่าเป็นการเสริมศักยภาพโจมตีเป้าหมายทั่วทวีปยุโรป
เบลล์สรุปภาพรวมว่า รัสเซีย จีน สหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอื่นๆ กำลังดำเนินนโยบายที่ “เชิงรุกและชาตินิยมมากขึ้น” ซึ่งกลยุทธ์การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจแบบ “ผู้ชนะกวาดหมด” กำลังบั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศที่จำเป็นต่อการลดความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพในทางที่ผิด ภัยคุกคามจาก AI และความเสี่ยงระดับหายนะอื่นๆ
เธอยังชี้ให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายในประเทศของทรัมป์ที่มุ่ง “เล่นงาน” แวดวงวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ข้าราชการพลเรือน และสื่อมวลชน ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มเชิงลบต่อหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบถ่วงดุล
การแถลงข่าวครั้งนี้มีมาเรีย เรสซา (Maria Ressa) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2021 จากบทบาทสื่อมวลชนที่เปิดโปงการใช้อำนาจในฟิลิปปินส์ (Philippines) โดยเฉพาะการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการแพร่ข้อมูลเท็จ เข้าร่วมด้วย เรสซาเตือนว่ามนุษย์กำลังเผชิญ “อาร์มาเก็ดดอนด้านข้อมูล” จากเทคโนโลยีที่ผลักดันให้คำโกหกแพร่กระจายเร็วกว่าความจริง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์เชิงกำเนิด (generative AI) โดยเธอเตือนต่อผู้ฟังว่า แชตบอตทั้งหลาย “ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเครื่องจักรเชิงความน่าจะเป็น” ที่ไม่ได้ผูกกับข้อเท็จจริงอย่างแท้จริง
Bulletin of the Atomic Scientists ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1945 โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ซึ่งรวมถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) และเจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ยุคแรกเริ่ม ก่อนจะพัฒนามาเป็นองค์กรที่เฝ้าระวังและสื่อสารความเสี่ยงระดับอารยธรรมต่อสาธารณชนในปัจจุบัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.reuters.com/world/china/atomic-scientists-set-doomsday-clock-closer-midnight-than-ever-2026-01-27/