.
ทรัมป์จะยุติสงครามกับอิหร่านเมื่อใด? เจาะ 3 ฉากทัศน์เขย่าโลก
18-3-2026
Newsweek รายงานว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน (Iran) ดำเนินมาหลายวันแล้ว คำถามที่สำคัญที่สุดในวอชิงตันและตลาดโลกคือ "สงครามครั้งนี้จะจบลงเมื่อใด?"
นับจากปะทุสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่าน (Iran) คำถามสำคัญที่สุดในกรุงวอชิงตันและในตลาดการเงินโลกคือ “สงครามนี้จะยุติเมื่อใด” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เคยระบุในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติการว่า สงครามน่าจะกินเวลาราว 4–5 สัปดาห์ ก่อนจะเสริมในเวลาต่อมาว่า เป้าหมายของสหรัฐฯ กำลังคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด แต่ขณะเดียวกัน ความขัดแย้ง “อาจยืดเยื้อได้นานกว่านั้นมาก”
รัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ย้ำว่า เส้นเวลาของสงครามขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีเป็นหลัก โดยระบุว่า “เราจะยุติปฏิบัติการนี้ตามเส้นเวลาที่เรากำหนดเอง” สะท้อนว่า ทรัมป์คือผู้ชี้ขาดว่าจุดใดจึงจะถือว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของสหรัฐฯ แล้ว กระนั้น สารจากทำเนียบขาวกลับส่งสัญญาณไม่สอดคล้องกัน ทรัมป์พูดซ้ำหลายครั้งว่าสงคราม “ชนะแล้วในทางปฏิบัติ” ทั้งที่การสู้รบยังดำเนินต่อเนื่อง และอิหร่านยังคงยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายทั่วภูมิภาค
ความตึงเครียดดังกล่าวยิ่งเด่นชัดในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย เพียงไม่กี่วันหลังทรัมป์ประกาศว่า ศักยภาพทางทหารของอิหร่านถูกทำลายลงอย่างมาก เขากลับหันไปเรียกร้องให้รัฐบาลต่างชาติส่งเรือรบเข้าร่วมเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ช่องทางเดินเรือแคบซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันราวหนึ่งในห้าของทั้งโลก ทรัมป์ยื่นข้อเสนอไปยังพันธมิตรอย่างสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงคู่แข่งอย่างจีน (China) ให้ส่งกองกำลังเรือรบคุ้มกันเรือสินค้าในเส้นทางยุทธศาสตร์ดังกล่าว
อย่างไรก็ดี การตอบสนองยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง หลายรัฐบาลยุโรประบุว่าต้องการ “ความชัดเจน” เกี่ยวกับเป้าหมายสงครามของสหรัฐฯ ก่อนจะส่งเรือรบเข้าร่วมปฏิบัติการ สะท้อนความไม่แน่นอนต่อเกมปลายทางของวอชิงตัน ท่ามกลางฉากหลังนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่า มีอย่างน้อย 3 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้ว่าจะกำหนดทั้ง “วิธีการ” และ “จังหวะเวลา” ที่สงครามจะยุติลง
ฉากทัศน์ที่ 1: สงครามสั้น จบเร็ว และสหรัฐฯ ถอนตัว
ฉากทัศน์แรกซึ่งรัฐบาลทรัมป์ดูจะต้องการมากที่สุด คือการทำสงครามระยะสั้นที่ชนะอย่างเด็ดขาด จากนั้นประกาศ “ชัยชนะ” และถอนกำลังอย่างรวดเร็ว กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าโจมตีเป้าหมายทั่วอิหร่านต่อเนื่อง ทั้งฐานยิงขีปนาวุธ ฐานทัพเรือ และโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การโจมตีของสหรัฐฯ ยังขยายไปยังเป้าหมายเชื่อมโยงกับเกาะคาร์ก (Kharg Island) ฐานส่งออกน้ำมันดิบหลักของอิหร่านและเป็นแหล่งรายได้สำคัญของระบอบการปกครอง
หากการโจมตีเหล่านี้สามารถทำลายศักยภาพของอิหร่านในการคุกคามเส้นทางเดินเรือและพันธมิตรในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ ทรัมป์ก็มีฐานที่จะอ้างว่า วัตถุประสงค์หลักของสงคราม “บรรลุไปมากแล้ว” นั่นจะเปิดทางให้ประธานาธิบดีเริ่มลดระดับปฏิบัติการได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งอาจเป็นช่วงต้นเดือนเมษายน สอดคล้องกับกรอบเวลา 4–5 สัปดาห์ที่เคยระบุไว้ในตอนต้น
อย่างไรก็ดี การเปิดช่องทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซกลับอาจยากกว่าปฏิบัติการทิ้งระเบิดระยะแรกมาก อิหร่านยังมีทุ่นระเบิดทางทะเล โดรน และระบบขีปนาวุธที่สามารถคุกคามเรือสินค้าในช่องแคบแคบแห่งนี้ การ “ล้างภัยคุกคาม” อาจต้องอาศัยการลาดตระเวนทางเรืออย่างต่อเนื่องและความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งคือแบบจำลองกองเรือผสมที่ทรัมป์พยายามเชิญชวนพันธมิตรให้เข้าร่วมเพื่อคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบ
ขณะเดียวกัน สงครามได้ส่งแรงสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลกแล้ว นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ประเมินว่า การไหลของน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซอาจลดลงอย่างรุนแรงเป็นเวลา 21 วัน เหลือเพียงราว 10 เปอร์เซ็นต์ของระดับปกติ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน ภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) อาจเฉลี่ยราว 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงมีนาคม–เมษายน ก่อนจะลดลงมาอยู่ราว 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อสิ้นปี แต่หากการหยุดชะงักยืดเยื้อกว่านั้น ราคาน้ำมันเบรนต์อาจเฉลี่ย 110 ดอลลาร์ และมีความเสี่ยงว่าราคาอาจทะลุสถิติสูงสุดเมื่อปี 2008 ที่ 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการไหลของน้ำมันยังถูกจำกัดต่อเนื่อง
ฉากทัศน์ที่ 2: ยุติสงครามด้วยการเจรจาหยุดยิง
ฉากทัศน์ที่สองคือการยุติสงครามด้วย “โต๊ะเจรจา” มากกว่าชัยชนะทางทหารโดยเด็ดขาด แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่อิหร่านยังถือไพ่สำคัญคือความสามารถในการสกัดกั้นหรือรบกวนอุปทานพลังงานโลก โดยราว 20 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกน้ำมันโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในคอขวดด้านยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของโลก
แต้มต่อดังกล่าวอาจผลักดันให้มหาอำนาจภายนอก ทั้งยุโรปและจีน ออกแรงกดดันให้เกิดการเจรจา มุ่งรักษาเสถียรภาพของเส้นทางเดินเรือและลดโอกาสที่สงครามจะลุกลามเป็นความขัดแย้งวงกว้าง หากแรงกดดันทางการทูตมาถึงจุดวิกฤต ความขัดแย้งอาจนำไปสู่ “ข้อตกลงหยุดยิงเปราะบาง” ภายในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายถอยห่างจากแนวหน้าบางส่วน พร้อมต่างฝ่ายต่างอ้างชัยชนะบางด้านต่อประชาชนภายในประเทศ
ฉากทัศน์ที่ 3: สงครามยืดเยื้อทั้งภูมิภาค
ฉากทัศน์ที่สามและน่ากังวลที่สุด คือการที่สงครามลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งยืดเยื้อระดับภูมิภาค อิหร่านยังคงยิงโจมตีประเทศในอ่าวและเป้าหมายในอิสราเอล (Israel) แม้สหรัฐฯ จะเร่งถล่มตอบโต้มากขึ้น ทำให้แนวรบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภายในอิหร่านอีกต่อไป และขยายความเสี่ยงสู่สงครามตะวันออกกลางวงกว้าง
ในฉากทัศน์นี้ การสู้รบอาจยืดเยื้อเป็นเดือนหรือยาวนานกว่านั้น โดยเฉพาะหากวอชิงตันขยายวัตถุประสงค์ให้ครอบคลุมการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน หรือพยายามสั่นคลอนเสถียรภาพของระบอบการปกครองในเตหะราน การเมืองภายในสหรัฐฯ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอม ก็อาจมีบทบาทกำหนดทิศทางดังกล่าว ทรัมป์แทบไม่ได้เตรียมสังคมอเมริกันล่วงหน้าสำหรับสงครามครั้งนี้ ขณะที่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับ “ชัยชนะ” ที่ไม่ชัดเจนยิ่งเพิ่มความคลุมเครือให้กับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ในอีกด้านหนึ่ง สมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสส่วนใหญ่ยังสนับสนุนอำนาจทำสงครามของทรัมป์ แม้หลายคนหวังอย่างเงียบๆ ว่าความขัดแย้งจะสั้นและไม่ลุกลาม
อดีตยังเป็นเงาใหญ่ในการคำนวณทางการเมืองครั้งนี้ หลังสหรัฐฯ เคยประสบความสำเร็จทางทหารในระยะแรกทั้งในอิรักและอัฟกานิสถาน ทว่าความขัดแย้งกลับยืดเยื้อยาวนานและเปลี่ยนโฉมการเมืองอเมริกันอย่างถาวร บทวิเคราะห์หนึ่งเตือนว่า หากการไหลของน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักลงอย่างมีนัยสำคัญเป็นเวลาสองเดือน เศรษฐกิจของกาตาร์ (Qatar) และคูเวต (Kuwait) อาจหดตัวราว 14 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ตามการประเมินของฟารูก ซูซซา (Farouk Soussa) นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs
ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีช่องทางเบี่ยงเส้นทางส่งออกน้ำมันบางส่วนไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จึงอาจได้รับผลกระทบลดหลั่นลง อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังเสี่ยงหดตัวราว 3 เปอร์เซ็นต์และ 5 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ หากความขัดแย้งยืดเยื้อ แรงกดดันเหล่านี้เริ่มสะท้อนในตลาดการเงินแล้ว โดยดัชนีหุ้นดูไบร่วงลงเข้าสู่ภาวะตลาดหมีในสัปดาห์นี้ หลังดิ่งลงมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์จากระดับสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์ เพราะผลกระทบจากสงครามที่ซัดกระทบทั้งภาคท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน
จุดชี้ชะตา: ช่องแคบฮอร์มุซกับทางออกสงคราม
หลายฝ่ายมองว่า เส้นเวลาของสงครามครั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับ “เสถียรภาพของการเดินเรือ” ในช่องแคบฮอร์มุซมากกว่าความได้เปรียบเสียเปรียบในสนามรบ สำหรับวอชิงตัน การเปิดช่องทางเดินเรือได้อย่างปลอดภัยถือเป็น “หลักไมล์” สำคัญที่แสดงว่า ความสามารถของอิหร่านในการคุกคามกระแสการไหลของพลังงานโลกถูกจำกัดลงแล้ว หากเรือบรรทุกน้ำมันสามารถแล่นผ่านช่องแคบได้โดยไร้ภัยคุกคามอย่างมีนัยสำคัญ ทำเนียบขาวก็มีโอกาสประกาศว่า ปฏิบัติการบรรลุหนึ่งในเป้าหมายหลัก และเริ่มถอนระดับการสู้รบได้
ผลลัพธ์เช่นนี้ยังสอดรับกับยุทธศาสตร์กว้างของทรัมป์ ที่ต้องการ “หมุนแกน” การทุ่มทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ ไปสู่ภูมิภาคเอเชียมากขึ้น แม้จีนซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างหนัก ก็มีผลประโยชน์โดยตรงที่จะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากอิหร่านยังเดินหน้าโจมตีหรือรบกวนการเดินเรือผ่านโดรน ขีปนาวุธ หรือทุ่นระเบิดทางทะเล สงครามก็จะยิ่งยากต่อการหาทาง “ปิดฉาก” การกวาดล้างภัยคุกคามเหล่านี้อาจต้องใช้การลาดตระเวนทางเรือระยะยาว ความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือหลายประเทศ และอาจรวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านเพิ่มเติม
ความไม่แน่นอนดังกล่าวคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทรัมป์เร่งผลักดันให้กองทัพเรือของประเทศต่างๆ เข้ามามีบทบาทในการรักษาความปลอดภัยตามแนวเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สายนี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจเป็นตัวแปรชี้ชะตาว่า สงครามสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านจะจบลง “เมื่อใด” และ “อย่างไร”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/when-will-trump-end-the-iran-war-three-scenarios-11685582