อิสราเอลก็มิตร อิหร่านก็ทิ้งไม่ได้
อิสราเอลก็มิตร อิหร่านก็ทิ้งไม่ได้ อินเดียติดกับดักในสงครามอิหร่าน ระหว่างเดิมพันในตะวันออกกลางกับ ‘ความยืดหยุ่นทางการทูต’
23-3-2026
SCMP รายงานว่า ท่ามกลางผลกระทบที่แผ่ขยายจากสงครามอิหร่าน (Iran) อินเดีย (India) กำลังพยายามอย่างหนักในการบริหารจัดการความเสี่ยงและผลประโยชน์ของตนในตะวันออกกลาง (Middle East) โดยพยายามรักษาความเป็นกลางในความขัดแย้งที่กำลังบานปลายนี้
นักวิเคราะห์ทางการเมืองระบุว่า รัฐบาลนิวเดลี (New Delhi) กำลังเดินหน้าเจรจากับทั้งคู่ขัดแย้งอย่างสหรัฐฯ (US) และอิหร่าน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ที่ติดอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสงคราม โดยในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอส. ไจชันการ์ (S. Jaishankar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ได้หารือกับนายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านถึง 4 ครั้ง ขณะที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ได้ต่อสายถึงผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวหลายแห่ง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE), กาตาร์ (Qatar), โอมาน (Oman), คูเวต (Kuwait) และบาห์เรน (Bahrain)
ฮาร์ช วี. แพนท์ (Harsh V. Pant) จากสถาบัน Observer Research Foundation มองว่าอินเดียรับมือสถานการณ์ได้ดีและจำเป็นต้องเปิดช่องทางการสื่อสารกับทุกฝ่าย เนื่องจากเกิดการแตกแยกที่ชัดเจนขึ้นระหว่างอิหร่านและรัฐอาหรับ "อินเดียต้องนำทางอย่างระมัดระวัง เพราะมีส่วนได้ส่วนเสียในรัฐอาหรับสูงมาก ทั้งเรื่องชุมชนชาวอินเดียพลัดถิ่นขนาดใหญ่ รวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่มหาศาล" โดยเป้าหมายระยะสั้นคือการทำให้แน่ใจว่าเรือของอินเดียจะไม่ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
ข้อมูลจากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ระบุว่าร้อยละ 14 ของการส่งออกของอินเดียไปยังกลุ่มประเทศอ่าวต้องผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ ขณะที่เงินที่แรงงานอินเดียเกือบ 10 ล้านคนในตะวันออกกลางส่งกลับบ้าน คิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดเงินโอนกลับประเทศทั้งหมดในแต่ละปี โดยปัจจุบันอิหร่านยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดผ่านของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึงร้อยละ 20 ของโลก
วอลเตอร์ แลดวิก (Walter Ladwig) จาก King’s College London ชี้ว่านโยบายของนิวเดลีสะท้อนถึงความต้องการปกป้องผลประโยชน์ทางวัตถุมากกว่าการเลือกข้าง "ลำดับความสำคัญคือการรักษาการเข้าถึงตัวแสดงทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรใกล้ชิดอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล (Israel) หรือกลุ่มประเทศอ่าวและอิหร่าน โดยไม่ส่งสัญญาณว่าเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง" ทั้งนี้ หลังจากการเจรจากับอิหร่าน มีรายงานว่าเรือบรรทุกก๊าซหุงต้ม (LPG) และเรือบรรทุกน้ำมันดิบของอินเดียอย่างน้อย 3 ลำ สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย โดยมีเรืออีก 22 ลำที่ถูกขึ้นบัญชีเพื่อขอเส้นทางปลอดภัยซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานของอินเดีย
ภาวะ 'ไร้ที่ลง' ทางการเมือง
สก็อตต์ ลูคัส (Scott Lucas) จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม (University of Birmingham) มองว่าอินเดียกำลังเผชิญภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Dilemma) ตั้งแต่ก่อนสงครามครั้งนี้ ทั้งจากเรื่องกำแพงภาษีของทรัมป์ (Trump) และการคว่ำบาตรรัสเซีย (Russia) หลังบุกยูเครน (Ukraine) "ตอนนี้เมื่อรัฐอาหรับแตกแยกและอินเดียถูกตั้งคำถามเรื่องการใกล้ชิดกับอิสราเอลมากเกินไป ทำให้นิวเดลีแทบไม่มี 'ที่ลง' ทางการเมืองที่สวยงามเลย นอกจากการเรียกร้องให้ลดระดับความรุนแรง"
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนอย่าง กุล โมฮัมหมัด วานี (Gul Mohammad Wani) จากมหาวิทยาลัยแคชเมียร์ (University of Kashmir) วิพากษ์วิจารณ์ว่าการที่นายโมดีเดินทางเยือนอิสราเอลเมื่อวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ ก่อนสงครามจะปะทุเพียง 2 วัน และการนิ่งเงียบต่อประเด็นสำคัญได้สร้างความเสียหายทางยุทธศาสตร์ต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ระยะยาวของอินเดีย โดยเฉพาะภาพลักษณ์ที่อินเดียไม่ประณามการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่กลับร่วมสนับสนุนมติสหประชาชาติประณามการที่อิหร่านโจมตีรัฐอาหรับ
วานีมองว่าการที่อิหร่านปิดกั้นเรืออินเดียในช่องแคบฮอร์มุซ อาจเป็นผลมาจากการที่อินเดียตอบสนองล่าช้าในการประณามการลอบสังหารผู้นำอิหร่าน รวมถึงอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) โดยฝีมือสหรัฐฯ และอิสราเอล ขณะที่พรรบคองเกรสซึ่งเป็นฝ่ายค้านเรียกช่วงเวลาการเยือนของโมดีว่าเป็นเรื่อง "น่าอับอาย" และตำหนิการที่อินเดียยุติการซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราวเพื่อแลกกับข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แทนที่จะดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ
ด้านแพนท์มองแย้งว่า แม้แต่รัสเซียและจีน (China) ก็ยังระมัดระวังในการแสดงท่าทีต่อความขัดแย้งนี้ และอินเดียก็ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่บีบคั้น ส่วนแลดวิกสรุปว่าการที่อินเดียไม่วิจารณ์อย่างเปิดเผยนั้นสอดคล้องกับแนวทางในอดีต (เช่น กรณีไครเมียปี 2014 และยูเครนปี 2022) ซึ่ง "ความเงียบ" ในบริบทนี้ถือเป็นความพยายามอย่างจงใจเพื่อรักษาความยืดหยุ่นทางการทูต (Diplomatic Flexibility) ไว้ให้นานที่สุด
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.scmp.com/week-asia/politics/article/3347402/why-india-faces-dilemma-over-iran-war-while-seeking-diplomatic-flexibility?module=top_story&pgtype=section