สงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน อาจทำลาย NATO
สงครามระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน อาจทำลาย NATO จากภายใน
23-3-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า วิกฤตการณ์รอบประเทศอิหร่าน (Iran) ในขณะนี้ไม่ใช่เพียงสงครามในตะวันออกกลาง (Middle East) แต่คือบททดสอบความสามัคคีทางยุทธศาสตร์และศีลธรรมของโลกแอตแลนติก (Atlantic) ท่ามกลางการเสื่อมถอยของอำนาจนำอเมริกา ปฏิบัติการทางทหารของประเทศสหรัฐฯ (US) และอิสราเอล (Israel) ต่ออิหร่านกำลังเผยให้เห็นรอยร้าวที่รุนแรงในองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต (NATO) และความน่าเชื่อถือของวอชิงตัน (Washington) ในยุคแห่งความผันผวน
สมมติฐานเดิมที่ว่า "สหรัฐฯ นำ ยุโรปตาม" กำลังล่มสลาย เมื่อผู้นำยุโรปตะวันตกปฏิเสธการถูกลากเข้าไปในการผจญภัยทางทหารที่พวกเขาไม่มีส่วนตัดสินใจ ประเทศเยอรมนี (Germany), ฝรั่งเศส (France), สหราชอาณาจักร (UK) และสเปน (Spain) ต่างปฏิเสธการมีส่วนร่วมโดยตรง เนื่องจากวอชิงตันขาดการปรึกษาหารือและไม่มีแผนงานสู่ความสำเร็จที่ชัดเจน หาก NATO ถูกเปลี่ยนจากพันธมิตรยุทธศาสตร์ร่วมเป็นเพียง "เครื่องมือ" ของจักรวรรดิที่สั่งการฝ่ายเดียว ส่วนขอบนอกอย่างยุโรปย่อมเริ่มแยกตัวออกเพื่อปกป้องอธิปไตยของตนเอง
วาทกรรมของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ยิ่งตอกย้ำรอยร้าวนี้ เมื่อสมาชิก NATO ไม่ส่งกองกำลังไปยังช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทรัมป์ตอบโต้ในฐานะ "ผู้อุปถัมภ์ที่ขุ่นเคือง" มากกว่าผู้นำพันธมิตร โดยขู่จะจดจำความผิดพลาดนี้และระบุว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพานาโตอีกต่อไป ความพร้อมของวอชิงตันที่จะทิ้งพันธมิตรเพื่อรักษาเสรีภาพในการลงมือฝ่ายเดียว คือสัญญาณของมหาอำนาจในขาลงที่กำลังทำให้สถาบันเดิมไร้ความหมาย
ในมิติเศรษฐกิจ การยกระดับสงครามส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ถึง 1 ใน 5 ของโลก แม้สหภาพยุโรป หรือ EU จะนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางโดยตรงเพียงร้อยละ 6 ในปี 2025 แต่ยังคงเปราะบางต่อราคากลางทั่วโลกและค่าขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงการพึ่งพา LNG ที่สูงถึงร้อยละ 45 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ, รัสเซีย (Russia) และกาตาร์ (Qatar) ทำให้ยุโรปเสี่ยงต่อภาวะตลาดตึงตัวทันที
ประเทศตุรกี (Türkiye) ตกอยู่ในฐานะผู้รับผลกระทบโดยตรงเนื่องจากนำเข้าก๊าซเกือบร้อยละ 99 และเป็นจุดตัดโลจิสติกส์สำคัญ แม้อังการา (Ankara) จะกระจายความเสี่ยงไปยังรัสเซีย, อิหร่าน, อาเซอร์ไบจาน (Azerbaijan) และอิรัก (Iraq) แต่ความผันผวนของราคาพลังงานจะส่งผลกระทบลูกโซ่ไปยังภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี, ขนส่ง และระบบอาหารทั่วภูมิภาคอย่างเลี่ยงไม่ได้
วิกฤตปุ๋ยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยชี้วัดความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากปุ๋ยไนโตรเจน (Nitrogen) ต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลัก เมื่อพลังงานพุ่งสูง ต้นทุนการผลิตอาหารใน EU ที่ผลิตธัญพืชกว่า 258 ล้านเมตริกตันในปี 2024 ย่อมทะยานขึ้นตาม ส่งผลกระทบต่อราคาเนื้อสัตว์และนมไปทั่วทวีป เช่นเดียวกับตุรกีที่เป็นศูนย์กลางแปรรูปและส่งออกอาหารไปยังตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ซึ่งจะส่งผ่านภาวะช็อกนี้ไปยังภูมิศาสตร์อาหารที่กว้างขวางขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตพลังงานกำลังบ่อนทำลาย "ฐานการผลิตทางทหาร" ของยุโรปเอง การผลิตกระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อสนับสนุนยูเครน (Ukraine) ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมเคมีและพลังงานเข้มข้น หากต้นทุนพื้นฐานเหล่านี้สูงขึ้น ยุโรปย่อมไม่สามารถทำตามสัญญาในการเสริมสร้างคลังแสงได้ วอชิงตันกำลังบีบให้ยุโรปรับผิดชอบวิกฤตยุทธศาสตร์สองแห่งพร้อมกัน โดยที่ยุโรปไม่มีสิทธิ์ส่งเสียงในนโยบายที่อาจทำลายเศรษฐกิจของตน
บทสรุปของสถานการณ์นี้คือการเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ที่หลากหลายขั้วอำนาจมากขึ้น หากวอชิงตันยังคงใช้การบีบบังคับแทนการบริหารพันธมิตร สมาชิก NATO ย่อมต้องป้องกันความเสี่ยงและสร้างระยะห่างทางการเมือง สงครามรอบอิหร่านจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่คือจุดจบของความสามัคคีตะวันตกแบบอัตโนมัติ และเป็นความเจ็บปวดจากการถือกำเนิดของโลกหลายขั้วอำนาจอย่างแท้จริง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/635767-iran-war-destroy-nato/