หลังจากอิหร่านแล้ว ตุรกีจะเป็นเป้าหมายต่อไป?
หลังจากอิหร่านแล้ว ตุรกีจะเป็นเป้าหมายต่อไปของอิสราเอลหรือไม่?
19-3-2026
สำนักข่าว RT รายงานว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่าทีของตุรกี (Türkiye) ต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่าน (Iran) ได้ทวีความแข็งกร้าวและชัดเจนขึ้นอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลอังการาประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมิใช่เพียงการปะทะกันในระดับท้องถิ่น แต่เป็นก้าวย่างสำคัญที่จะนำไปสู่หายนะภัยระดับภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังทุกประเทศตั้งแต่อ่าวเปอร์เซียไปจนถึงเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ที่การโจมตีอิหร่านเริ่มเข้าสู่ระยะเปิดเผย ประธานาธิบดี เรเจป ไตยิป เออร์โดกัน (Recep Tayyip Erdoğan) พร้อมด้วยนายฮาคาน ฟิดาน (Hakan Fidan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามและส่งสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของสงครามเต็มรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่าการขยายวงความขัดแย้งทางทหารต่ออิหร่านในครั้งนี้จะไม่สามารถถูกจำกัดวงไว้ภายใต้พรมแดนของอิหร่านได้ แต่จะลุกลามและสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภูมิภาคอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
การที่ตุรกีมองสงครามครั้งนี้ผ่านเลนส์ของ "เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ" มากกว่าเพียงแผนที่การทหาร ทำให้นายฮาคาน ฟิดาน (Hakan Fidan) ออกมาเตือนถึงผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะหากเกิดวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก สำหรับตุรกีที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติสูงถึง 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สงครามที่ประชิดพรมแดนย่อมหมายถึงต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง และความสุ่มเสี่ยงต่อความไม่สงบทางสังคมภายในประเทศ ดังนั้นการประณามการโจมตีครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของชาติในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงประเด็นทางอุดมการณ์
ยิ่งไปกว่านั้น อังการายังปักใจเชื่อว่าการบดขยี้อิหร่านด้วยกำลังทหารจะไม่นำมาซึ่งความสงบ แต่จะเป็นการทำลายดุลอำนาจที่เปราะบางและเปิดทางไปสู่สงครามตัวแทน (Proxy war) ในหลายพื้นที่ ทั้งในอิรัก ซีเรีย คอเคซัส และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก โดยสิ่งที่ตุรกีหวาดกลัวที่สุดคือการเกิด "สถานการณ์แบบยูโกสลาเวีย" หรือการล่มสลายและแตกแยกภายในอิหร่าน ซึ่งจะทำให้เกิดพื้นที่ที่ปราศจากขื่อแปรและไร้เสถียรภาพขนาดใหญ่ประชิดพรมแดนตุรกี นอกจากนี้ ตุรกียังมองว่าปฏิบัติการของอิสราเอล (Israel) ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตอบโต้ภัยคุกคามในระยะสั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์การปรับโฉมภูมิภาคด้วยกำลังทหาร ซึ่งสร้างความกังวลว่าหลังจากกาซา เลบานอน ซีเรีย และอิหร่าน เป้าหมายต่อไปอาจเป็นศูนย์กลางอำนาจอื่นๆ ที่ขัดขวางการขยายอิทธิพลของอิสราเอล ซึ่งตุรกีก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงนั้นด้วย
ความกังวลดังกล่าวมิใช่เรื่องเพ้อฝัน เนื่องจากเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026 มีรายงานว่านักการเมืองอิสราเอลเริ่มพุ่งเป้าไปที่ตุรกีในฐานะคู่ปรับรายต่อไป โดยเฉพาะคำกล่าวของนายนาฟตาลี เบนเน็ตต์ (Naftali Bennett) อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่ระบุว่าอิสราเอลต้องไม่มองข้ามตุรกีและเรียกอังการาว่าเป็น "ภัยคุกคามใหม่" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอลนั้น ความพ่ายแพ้ของอิหร่านอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของภารกิจ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกดดันต่อมหาอำนาจที่เป็นอิสระที่เหลืออยู่ในภูมิภาค
ด้วยเหตุนี้ นโยบายของตุรกีในปัจจุบันจึงดำเนินไปในลักษณะหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการใช้ช่องทางกฎหมายเพื่อประณามการละเมิดอธิปไตย การใช้การทูตเชิงรุกเพื่อหาทางยุติความรุนแรงก่อนที่ระบบภูมิภาคจะล่มสลาย และการยกระดับความมั่นคงเพื่อเตรียมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หลังจากพบว่ามีขีปนาวุธจากอิหร่านรุกล้ำน่านฟ้าและถูกสกัดกั้นโดยระบบป้องกันของ NATO เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ท้ายที่สุดแล้ว การคัดค้านการโจมตีอิหร่านอย่างแข็งกร้าวของรัฐบาลอังการา จึงเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของรัฐที่เล็งเห็นว่าเปลวไฟแห่งสงครามกำลังคืบคลานมาถึงหน้าบ้านของตนเอง ตุรกีกำลังพยายามสื่อสารต่อโลกว่า สงครามต่ออิหร่านจะไม่สร้างสันติภาพในตะวันออกกลาง แต่จะนำไปสู่การทลายทุกข้อยับยั้งชั่งใจ และเมื่ออิหร่านหายไปจากฐานะศูนย์กลางการยับยั้ง... ตุรกีรู้ดีว่าพวกเขาอาจเป็นรายต่อไป
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.rt.com/news/635085-after-iran-turkiye-next/