จีนยกระดับ 'แร่เงิน' เป็นอาวุธยุทธศาสตร์
จีนยกระดับ 'แร่เงิน' เป็นอาวุธยุทธศาสตร์ ผ่านมาตรการจำกัดการส่งออก หวังคุมเบ็ดเสร็จห่วงโซ่พลังงานโลก
10-1-2026
Money Meatals รายงานว่า "แร่เงิน" (Silver) กำลังกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการขับเคี่ยวทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหม่ หลังจากที่จีน (China) ประกาศใช้มาตรการควบคุมการส่งออกซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คือความพยายามของปักกิ่งในการเปลี่ยนสถานะของแร่เงินจากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไปให้กลายเป็น "วัสดุยุทธศาสตร์" (Strategic Material) เช่นเดียวกับแร่หายาก (Rare Earths)
กลไกการควบคุมภายใต้กฎระเบียบใหม่
ภายใต้นโยบายนี้ เฉพาะบริษัทรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ได้รับใบอนุญาต มีกำลังการผลิตแร่เงินไม่ต่ำกว่า 80 ตันต่อปี และมีวงเงินสินเชื่อเกิน 30 ล้านดอลลาร์เท่านั้นที่สามารถส่งออกได้ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ผู้ส่งออกขนาดกลางและขนาดย่อมหลายร้อยรายต้องหลุดออกจากระบบ ซึ่งบริษัทเหล่านี้คือซัพพลายเออร์หลักของภาคอุตสาหกรรมและโรงถลุงแร่ทั่วโลก
รัฐบาลจีนเพิ่งเปิดเผยรายชื่อบริษัท 44 แห่งที่ผ่านเกณฑ์ส่งออก โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุกับสำนักข่าว CNBC ว่า นโยบายนี้เป็นการยกระดับการกำกับดูแลแร่เงินให้อยู่ในระดับเดียวกับแร่หายาก เพื่อสร้างความได้เปรียบทางอุตสาหกรรมในประเทศและอำนาจในการกำหนดราคาโลก
สถานะ 'ผู้คุมประตู' ของจีนในตลาดแร่เงิน
แม้จีนจะเป็นผู้ผลิตแร่เงินจากเหมืองอันดับสองของโลก แต่จีนครองอำนาจเบ็ดเสร็จผ่าน "ขีดความสามารถในการถลุงแร่" (Refining Capacity) โดยควบคุมซัพพลายแร่เงินบริสุทธิ์สูงถึง 60-70% ของโลก ข้อมูลจาก London Bullion Market Association (LBMA) ระบุว่าจีนมีโรงถลุงแร่เงินที่ได้รับการรับรองถึง 27 แห่ง ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งตามมาเป็นอันดับสองมีเพียง 13 แห่งเท่านั้น
ชาร์ลี การ์เซีย (Charlie Garcia) ผู้ก่อตั้ง R360 วิเคราะห์ผ่าน MarketWatch ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "จีนเพิ่งใช้อาวุธที่เรียกว่าแร่เงินเข้าโจมตี ในขณะที่ชาวอเมริกันมักมัวแต่ถกเถียงกันว่าบิตคอยน์คือเงินที่แท้จริงหรือไม่"
ยุทธศาสตร์ 'ต้มกบ' และบทเรียนจากอดีต
การ์เซียเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับกรณีแร่หายากในปี 2010 ที่จีนไม่ได้สั่งห้ามส่งออกในทันที แต่ใช้วิธี "กำหนดโควตาและขั้นตอนทางราชการ" จนราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 4,500% ส่งผลให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและขีปนาวุธในซีกโลกตะวันตกต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติของปักกิ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจซ้ำรอยเดิมในรูปแบบของการ "ตายด้วยเอกสารราชการ" (Death by a thousand forms)
วิกฤตซัพพลายตึงตัวและข้อจำกัดทางธรณีวิทยา
โลกกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแร่เงินสะสมติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยในปีที่ผ่านมามีตัวเลขการขาดแคลนโครงสร้างตลาดสูงถึง 148.9 ล้านออนซ์ การเพิ่มกำลังการผลิตจากเหมืองทำได้ยากเนื่องจาก:
แร่เงินมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็น "ผลพลอยได้" (Byproduct) จากการทำเหมืองทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี ทำให้ปริมาณการผลิตไม่แปรผันตามราคาสูงขึ้น
การเปิดเหมืองใหม่ต้องใช้เวลา 10-20 ปี ตั้งแต่การค้นพบจนถึงการขุดเจาะ
เกรดของแร่ (Ore grades) ทั่วโลกกำลังลดลง พร้อมกับต้นทุนการทำเหมืองที่พุ่งสูงขึ้น
ทำไมแร่เงินจึงสำคัญ?
แร่เงินคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์ แม้ทางทฤษฎีจะสามารถใช้ทองแดงทดแทนได้ แต่กระบวนการปรับปรุงโรงงานผลิตทั่วโลกต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 4 ปีและเงินทุนมหาศาล นอกจากนี้ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังต้องพึ่งพาแร่เงินในปริมาณมหาศาลสำหรับการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่
บทสรุป: ใครครองโลหะ ผู้นั้นครองการเปลี่ยนผ่าน
การจำกัดการส่งออกของจีนส่งสัญญาณชัดเจนว่า "หากคุณต้องการสร้างอนาคตแห่งพลังงาน คุณต้องเจรจากับปักกิ่ง" ท่ามกลางสงครามทรัพยากรที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัว การถือครอง "แร่เงินที่จับต้องได้" (Physical Silver) อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดความเสี่ยงจากคู่สัญญาและกลไกทางการทูตที่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการครอบงำเศรษฐกิจโลก
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.moneymetals.com/news/2026/01/08/china-is-weaponizing-silver-using-export-restrictions-004596