.
‘สตีเฟน มิลเลอร์’ “นายกฯ เงา” ทำเนียบขาว ผู้วางยุทธศาสตร์แข็งกร้าวให้ ‘ทรัมป์’ เปลี่ยนโฉมอเมริกาและระเบียบโลกใหม่
10-1-2026
Bloomberg รายงานว่า สตีเฟน มิลเลอร์ (Stephen Miller) ที่ปรึกษาระดับสูงประจำทำเนียบขาว กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สมัยที่สอง โดยรับบทเป็นทั้ง “มันสมองเชิงอุดมการณ์” และ “ผู้จัดการนโยบาย” ที่ผลักดันวิสัยทัศน์อเมริกาแบบชาตินิยมขวาจัด ตั้งแต่นโยบายคนเข้าเมือง เวเนซุเอลา ไปจนถึงสงครามกับแนวคิด “woke” ภายในสถาบันต่างๆ ของสหรัฐฯ
บุคลากรในทำเนียบขาวบางส่วนถึงกับตั้งฉายาให้มิลเลอร์ว่าเป็น “นายกรัฐมนตรี” ของรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากมีอำนาจครอบคลุมหลายกระทรวง ทะลุไปทั้งด้านความมั่นคง นโยบายต่างประเทศ การค้า ภาษี และวาระวัฒนธรรมการเมืองภายในประเทศ ขณะที่จุดร่วมสำคัญคือ การสร้างสหรัฐฯ แบบปิดกั้นคนเข้าเมือง ลดสวัสดิการ และฟื้นบทบาทนำแบบ “มหาอำนาจแข็งกร้าว” บนเวทีโลก
ห้องสั่งการเวเนซุเอลา: จาก Mar-a-Lago สู่การจับกุมมาดูโร
วันที่ 3 มกราคม มิลเลอร์อยู่ในห้องรักษาความปลอดภัยที่รีสอร์ต Mar-a-Lago ร่วมกับทรัมป์ คณะรัฐมนตรีระดับสูง และผู้นำกองทัพ เพื่อติดตามปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส (Caracas) แบบเรียลไทม์ ก่อนที่หน่วยรบพิเศษ Delta Force จะบุกจับประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) พร้อมภรรยา แล้วนำตัวขึ้นเครื่องมายังนิวยอร์กในข้อหาค้ายาเสพติด
หลังปฏิบัติการสำเร็จ มิลเลอร์ยืนอยู่ด้านขอบของเวทีแถลงข่าว ขณะที่ทรัมป์อธิบายเหตุผลต่อสาธารณะ โดยปล่อยให้รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) และรัฐมนตรีกลาโหม พีต เฮกเสธ (Pete Hegseth) รับบทเด่นบนหน้าจอ แม้เก็บตัวอยู่ข้างเวที แต่ต่อมาในการสัมภาษณ์กับ จิม ทัปเปอร์ (Jake Tapper) ทาง CNN เมื่อวันที่ 5 มกราคม มิลเลอร์กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า โลกจริง “ถูกปกครองด้วยพลัง กำลัง และอำนาจ” และกฎเหล็กเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลทรัมป์ยึดถือ
บทบาทนำในแผนเวเนซุเอลาถูกมองว่าเป็นหลักฐานล่าสุดของอำนาจทางนโยบายที่ขยายตัวอย่างกว้างขวางของมิลเลอร์ในรัฐบาลชุดใหม่นี้ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เพียงประเด็นคนเข้าเมืองเหมือนวาระแรก
“นายกฯ ในเงา” กับวิสัยทัศน์อเมริกาแบบชาตินิยมขวาจัด
นิวกต์ กิงริช (Newt Gingrich) ที่ปรึกษาใกล้ชิดของทรัมป์ ระบุว่า มิลเลอร์มีสถานะ “ใกล้เคียงรัฐมนตรี” เพราะสามารถ “ทำให้งานสำเร็จ” ในสายตาประธานาธิบดี เขาเปรียบมิลเลอร์กับนักเบสบอลสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้หลายตำแหน่ง พร้อมยกให้เป็นคนที่ทรัมป์ไว้วางใจให้จัดการนโยบายหลากหลายด้าน ไม่ต่างจาก “journeyman” ตัวหลักของทีม
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในทำเนียบขาวอธิบายว่า อิทธิพลของมิลเลอร์ไม่ได้มาจากเกมการเมืองเบื้องหลังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขา “คิดในทิศทางเดียวกับสัญชาตญาณของทรัมป์” ในเรื่องคนเข้าเมือง การค้า และความมั่นคง ทำให้ไม่จำเป็นต้องโน้มน้าวด้วยเหตุผลซับซ้อนมากนัก
ในมิติทางความคิด มิลเลอร์ถูกมองว่าเป็น “นักอุดมการณ์ประจำทำเนียบขาว” ที่ได้รับอิสระสูงในการผลักดันวิสัยทัศน์อเมริกาที่ “ขาว เป็นเนื้อเดียวกัน และเหนือกว่า” ทั้งในเชิงชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และอำนาจทางทหาร เขามักกล่าวถึง “การปกป้องอารยธรรมตะวันตก” และเชื่อมสายธารประวัติศาสตร์จากเอเธนส์ โรม ฟิลาเดลเฟีย จนถึงมอนติเชลโล (Monticello) ว่าเป็นมรดกของ “บรรพบุรุษเรา” ที่สร้างเมือง ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และอุตสาหกรรม
ฝ่ายวิจารณ์ทั้งในและนอกพรรครีพับลิกันเห็นว่ามิลเลอร์เป็น “ใบหน้าของความโหดร้าย” แห่งรัฐบาลทรัมป์สมัยสอง สะท้อนทั้งการใช้วาทกรรมแบ่งแยกที่คล้ายคลึงกับแนวคิด White nationalist และการถอยหลังในเรื่องสวัสดิการ สุขภาพ และสิทธิของกลุ่มเปราะบาง จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทั้งทรงอิทธิพลและเป็นที่ถกเถียงที่สุดในฝ่ายบริหาร
เครือข่ายอำนาจ: จาก Sessions–Bannon สู่ Wiles และ MAGA รุ่นใหม่
แม้สภาพแวดล้อมการเมืองในทำเนียบขาวเต็มไปด้วยกลุ่มก้อนอำนาจที่ผลัดกันขึ้นลง แต่มิลเลอร์กลับ “อยู่รอด” มาได้จากการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ เขาผ่านยุครัฐมนตรียุติธรรม เจฟฟ์ เซสชันส์ (Jeff Sessions) และหัวหอกสายชาตินิยมอย่างสตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) ก่อนผันตัวมาใกล้ชิดกับแกนกลางครอบครัวทรัมป์อย่างอิวังกา ทรัมป์ (Ivanka Trump) และจาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner)
ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ มิลเลอร์ทำงานเคียงข้างหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว ซูซี ไวล์ส (Susie Wiles) พร้อมมีทีมอารักขาความปลอดภัยขนาดใหญ่ระดับเดียวกัน สะท้อนทั้งอิทธิพลและความหวาดระแวงจากคนรอบข้าง สื่อภายในเล่าว่ามีเจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยไม่กล้าออกนามวิจารณ์เขา เพราะเกรง “ผลลัพธ์ตามมา” ทั้งด้านการเมืองและอาชีพ
แม้ในอดีตเขาจะถูกมองว่าเป็นเพียง “ผู้ช่วยรำคาญใจ” ในวุฒิสภา แต่การเข้าร่วมทีมทรัมป์ตั้งแต่ปี 2016 ทำให้มิลเลอร์ก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้เขียนสุนทรพจน์หลัก เช่น สุนทรพจน์เปิดตัวรัฐบาลปี 2017 ที่ใช้วลี “American carnage” ภาพอเมริกาที่เต็มไปด้วยโรงงานรกร้าง เมืองอาชญากรรม และยากจน ซึ่งกลายเป็นกรอบคำอธิบายโลกของทรัมป์
แผ่นดินคนเข้าเมือง: จาก ICE ขยายสองเท่า สู่การท้าทายสิทธิพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ
ในวาระแรก มิลเลอร์ถูกเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับนโยบายคนเข้าเมืองสุดโต่ง โดยเฉพาะนโยบายแยกเด็กกับพ่อแม่ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ชายแดน ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง แต่ในวาระที่สอง ขอบเขตอำนาจของเขาขยายตัวไปไกลกว่านั้นมาก โดยเขานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และดูแลครบทุกมิติของนโยบาย ตั้งแต่เวเนซุเอลา กรีนแลนด์ อาชญากรรม ภาษี ไปจนถึงสงครามกับแนวคิด “woke” ในมหาวิทยาลัยและบริษัทกฎหมายเอกชน
ผลงานสำคัญคือการผลักดันร่างกฎหมาย “One Big Beautiful Bill Act” ที่จัดสรรงบมากกว่า 170,000 ล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังเจ้าหน้าที่ US Immigration and Customs Enforcement (ICE) จากราว 10,000 นายเป็นกว่า 22,000 นาย ภายในเวลาเพียงหนึ่งปี เพื่อรองรับเป้าหมายการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายระดับ “หลายล้านคน”
ในด้านกฎหมาย เขายังเป็นกลไกสำคัญในการร่างคำสั่งฝ่ายบริหาร (executive order) ยุติ “สิทธิพลเมืองโดยกำเนิด” (birthright citizenship) ซึ่งตีความจากรัฐธรรมนูญว่าคนที่เกิดในสหรัฐฯ ได้สัญชาติอัตโนมัติ ขณะนี้ศาลสูงกำลังทบทวนคำสั่งดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างสิทธิพลเมืองของประเทศ
นอกจากผู้อพยพผิดกฎหมาย มิลเลอร์ยังผลักดันมาตรการจำกัดการอพยพแบบถูกกฎหมาย โดยสั่งห้ามพลเมืองจาก 39 ประเทศยื่นขอถิ่นพำนักบางประเภท กลุ่มวิจัยสายขวาอย่าง Cato Institute เตือนว่ากำลังเกิด “ระบบโควตาตามแหล่งกำเนิดชาติเสียใหม่” คล้ายกับกฎหมายอพยพระหว่างปี 1924–1965 ที่จำกัดคนจากบางภูมิภาคอย่างเข้มงวด
America First Legal: ปูโครงร่างอำนาจ–กฎหมายก่อนกลับทำเนียบขาว
หลังทรัมป์พ้นตำแหน่งครั้งแรกในปี 2020 มิลเลอร์เริ่มเตรียม “วาระรอบสอง” อย่างเป็นระบบ เขาก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหากำไร America First Legal ในปี 2021 เพื่อเป็นฐานยื่นฟ้องและท้าทายระบบศาลกลางในประเด็นคนเข้าเมืองและสงครามวัฒนธรรม โดยดึงทีมพันธมิตรจากกระทรวงยุติธรรมและ Department of Homeland Security ชุดแรกเข้ามาร่วมงาน
องค์กรนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยื่นคดีต้านนโยบายรัฐบาลเดโมแครต ทั้งเรื่องคนข้ามเพศ คนเข้าเมือง และโครงการความหลากหลาย–เท่าเทียม–การมีส่วนร่วม (DEI) ในมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชน พร้อมใช้งบโฆษณาอย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอม 2022 เพื่อโจมตีจุดยืนของเดโมแครต
เมื่อทรัมป์ได้ชิงตำแหน่งพรรครีพับลิกันในปี 2024 มิลเลอร์กลับมามีบทบาทชัดขึ้นในทีมรณรงค์ โดยไม่ได้ลงมือจัดเครื่องจักรเลือกตั้งเอง แต่คุม “ฝ่ายนโยบายและสุนทรพจน์” เต็มตัว ก่อนย้ายไปปักหลักที่ปาล์มบีช (Palm Beach) ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านหลังชัยชนะ เพื่อบริหาร “ศูนย์นโยบายช่วงทรานซิชัน” แบบห้องสงคราม
ทีมของมิลเลอร์ร่างคำสั่งฝ่ายบริหารล่วงหน้ากว่า 140 ฉบับสำหรับ 100 วันแรกของรัฐบาลชุดใหม่ และเตรียมตัวบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญให้พร้อมรับการไต่สวนในสภา เป้าหมายคือ “ไม่ให้พลาดซ้ำ” แบบสมัยแรก ที่หลายมาตรการถูกศาลสกัด
โครงข่ายอำนาจกระจายทั่วรัฐบาล–โอกาสชิงเก้าอี้ Chief of Staff
แม้หัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาวอย่างซูซี ไวล์สจะยังยืนระยะในตำแหน่ง แต่หลายฝ่ายในทีมทรัมป์มองว่า หากมีการเปลี่ยนตัวในช่วงปีที่สามหรือสี่ มิลเลอร์จะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหลักสำหรับตำแหน่ง Chief of Staff ร่วมกับบุคคลอย่าง บรูค โรลลินส์ (Brooke Rollins) รัสเซล โวกต์ (Russell Vought) และเควิน แมคคาร์ธี (Kevin McCarthy)
ในทางปฏิบัติ แม้ยังไม่ได้นั่งเก้าอี้นั้น มิลเลอร์ก็วาง “เครือข่ายอำนาจ” ของตนเองกระจายอยู่ในหน่วยงานหลักแล้ว ไม่ว่าจะเป็น National Security Council สำนักงานที่ปรึกษากฎหมายทำเนียบขาว กระทรวงยุติธรรม Department of Homeland Security และ Domestic Policy Council ทำให้เขามี “ตาและหู” อยู่แทบทุกมุมโครงสร้างรัฐประหารฝ่ายบริหาร
การเข้าถึงตัวประธานาธิบดีโดยตรงทำให้มิลเลอร์เป็นบุคคลที่ทั้งเกรงกลัวและไม่อยากมีปัญหาในหมู่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว คนใกล้ชิดบางรายระบุว่า ไม่มีใครอยาก “ขัดใจเขาหรือนางเคที (Katie) ภรรยา” ซึ่งเคยทำงานให้ Elon Musk ทั้งในรัฐบาลและภาคเอกชน ก่อนหันไปทำงานด้านสื่อและพอดแคสต์เอง
ผลสะท้อนทางการเมือง: ชัยชนะชายแดน–แรงตีกลับจากสังคม
ทรัมป์เคยกล่าวเป็นการภายในว่าเขาพึงพอใจอย่างมากกับ “การลดลงของจำนวนการลักลอบข้ามแดนสหรัฐฯ–เม็กซิโก” ซึ่งเป็นผลงานที่มิลเลอร์รับเครดิตเต็มๆ แม้จะต้องแลกกับภาพข่าวเจ้าหน้าที่ ICE สวมหน้ากากลากตัวผู้ต้องสงสัยจากท้องถนน และกรณีโศกนาฏกรรมอย่างหญิงชาวมินนีโซตาที่ถูกเจ้าหน้าที่ ICE ยิงในรถขณะพยายามขับหนี
ผลสำรวจของ Washington Post/Ipsos ในฤดูใบไม้ร่วงล่าสุดชี้ว่า 56% ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการจัดการด้านคนเข้าเมืองของทรัมป์ รวมถึงไม่เห็นด้วยกับการบริหารเศรษฐกิจ ภาษี และความสัมพันธ์ต่างประเทศ ขณะเดียวกัน โพลของ Pew Research Center พบว่า 20% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันมองว่ารัฐบาล “ทำเกินไป” ในการเนรเทศ โดยตัวเลขดังกล่าวพุ่งถึง 47% ในกลุ่มรีพับลิกันเชื้อสายฮิสแปนิก
เดบู คานธี (Debu Gandhi) จาก Center for American Progress โต้แย้งมุมมองของมิลเลอร์ว่า “การลดคนเข้าเมืองทุกมิติเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ” โดยชี้ว่าผู้อพยพเป็นแรงงานสำคัญ จ่ายภาษีทุกระดับ และช่วยเติมเต็มงานในภาคที่ขาดแคลน ซึ่งหากขับไล่ออกไปจะเป็นการ “หดเค้กเศรษฐกิจของทุกคน” มากกว่าจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่ง
เวเนซุเอลา–ละตินอเมริกา: จาก “DoNRoe Doctrine” ถึงการดีพอร์ตชาวเวเนซุเอลา
ในหมู่ทีมทำเนียบขาว มิลเลอร์คือผู้เกี่ยวข้องมากที่สุดใน “ยุทธศาสตร์หลังยุคมาดูโร” ของเวเนซุเอลา ทั้งในมิติคนเข้าเมือง ความมั่นคง และการฉายภาพอำนาจสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตก แผนนี้รวมถึงการออกแบบ “DoNRoe doctrine” ที่ระบุเป็นนัยว่าปลายทางอาจไม่หยุดแค่เวเนซุเอลา แต่อาจขยายไปถึงคิวบา โคลอมเบีย หรือแม้แต่เม็กซิโก
ในฝั่งคนเข้าเมือง รัฐบาลประกาศตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่า ชาวเวเนซุเอลาราว 600,000 คนที่อยู่ในสหรัฐฯ ภายใต้สถานะคุ้มครองชั่วคราว (TPS) ต้องเดินทางออกจากประเทศหรือเผชิญความเสี่ยงถูกเนรเทศ โดยการจับกุมมาดูโรทำให้ความเป็นไปได้ของการเพิ่มเที่ยวบินดีพอร์ตสูงขึ้น แม้ว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากยังรู้สึกไม่มั่นใจต่อการกลับบ้านกลางเศรษฐกิจที่ล้มเหลวและการเมืองที่ไร้แนวทางสู่ประชาธิปไตย
ในสายตานักวิจารณ์ สิ่งนี้มีกลิ่นอาย “ลัทธิล่าอาณานิคมยุคใหม่” แต่ในสายตาผู้ใกล้ชิดอย่าง เมาริซิโอ คลาวเวอร์-คาโรน (Mauricio Claver-Carone) มิลเลอร์กำลังทดลอง “การสร้างชาติใหม่” ที่หวังหยุดการไหลออกของคนเวเนซุเอลากว่าหลายล้านคน โดยมองภาพรวมว่า การย้ายถิ่นจำนวนมหาศาล “ไม่เพียงทำให้สหรัฐฯ ต้องรับภาระ แต่ยังพรากพลเมืองที่มีศักยภาพสูงออกจากประเทศต้นทาง”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/features/2026-01-09/who-is-stephen-miller-the-trump-aide-driving-policy-in-t