'สตาร์เมอร์' เยือนปักกิ่ง เจรจา "สี จิ้นผิง"
'สตาร์เมอร์' เยือนปักกิ่ง เจรจา "สี จิ้นผิง" ชูยุทธศาสตร์ "Win-Win" หวังขยายการค้ากับจีน 'โดยไม่กระทบสัมพันธ์ทรัมป์'
29-1-2026
Bloomberg รายงานว่า นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) แห่งสหราชอาณาจักร เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง (Beijing) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ด้วยความมั่นใจว่าจะสามารถดำเนินกลยุทธ์ที่ผู้นำเพียงไม่กี่คนจะทำได้สำเร็จ นั่นคือการขยายความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศจีน (China) โดยไม่สร้างความขุ่นเคืองให้กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)
“ผมมักจะได้รับคำเชิญให้เลือกข้างระหว่างประเทศต่างๆ” นายสตาร์เมอร์ (Starmer) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ก่อนเดินทางออกจากลอนดอน (London) เพื่อร่วมการเจรจาสี่วันกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) และนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง (Li Qiang) ในวันพฤหัสบดีนี้ “แต่ผมจะไม่ทำเช่นนั้น”
ผู้นำสหราชอาณาจักรได้นำคณะตัวแทนชุดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูงจากภาคธนาคารของอังกฤษ อาทิ HSBC Holdings Plc, Barclays Plc และ Standard Chartered Plc รวมถึงทูตวัฒนธรรมที่เป็นตัวแทนด้านศิลปะและกีฬา นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ผลิตชั้นนำร่วมเดินทางไปด้วย เช่น Airbus SE, AstraZeneca Plc, Brompton Bikes, Jaguar Land Rover และ McLaren Automotive Ltd โดยคณะเดินทางถึงเมืองหลวงของจีนในช่วงสายของวันพุธตามเวลาสหราชอาณาจักร
เป้าหมายของนายสตาร์เมอร์ (Starmer) ในการเปิดโอกาสทางธุรกิจส่งออกให้กับอุตสาหกรรมของอังกฤษนั้นเหมือนกันไม่ว่าจะใช้กับสหรัฐฯ หรือจีน แต่ความสำเร็จของเขากับนายทรัมป์ (Trump) นั้นหมายถึงการต้องรับมือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เน้นผลประโยชน์ต่างตอบแทนและทำตามอารมณ์ ในขณะที่จีนใช้แนวทางที่เป็นระบบมากกว่าในการทำข้อตกลงและการตัดสินใจ ซึ่งมักต้องใช้เวลาเจรจานานหลายปี
นายแซม โลว์ (Sam Lowe) หุ้นส่วนจาก Flint Global ในลอนดอนและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการด้านการค้าและการเข้าสู่ตลาด กล่าวว่า ความพยายามของสหราชอาณาจักรในการ “แบ่งโครงสร้างเศรษฐกิจออกเป็น ‘สิ่งที่สามารถค้าขายกับจีนได้’ และ ‘สิ่งที่ไม่สามารถทำได้’” ถือเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว การแยกแยะเช่นนี้จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในประเด็นต่างๆ เช่น พาณิชย์ดิจิทัล ซึ่งเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกกำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ และความกังวลเรื่องข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลนั้นครอบคลุมไปถึงทุกภาคส่วน
นายสตาร์เมอร์ (Starmer) ออกเดินทางเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะเก็บภาษีสินค้าจากประเทศแคนาดา (Canada) สูงถึง 100% หลังจากที่นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) เยือนปักกิ่งเมื่อต้นเดือนนี้ ซึ่งนายคาร์นีย์ (Carney) สามารถยุติข้อพิพาททางการค้ากับจีนได้ โดยออตตาวา (Ottawa) จะอนุญาตให้นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนบางส่วนแลกกับการที่จีนลดภาษีนำเข้าเมล็ดเรพซีดจากแคนาดา
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรีอังกฤษกับทำเนียบขาวจะเป็นไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายทรัมป์ (Trump) ได้วิพากษ์วิจารณ์นายสตาร์เมอร์ (Starmer) เกี่ยวกับแผนการคืนอธิปไตยเหนือเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะชากอส (Chagos Islands) อันเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารที่สำคัญ ให้แก่ประเทศมอริเชียส (Mauritius)
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่จะเป็นอันตรายต่อข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร นายสตาร์เมอร์ (Starmer) ตั้งเป้าที่จะลดทอนความสำคัญของการนำสินค้าจากจีน และเน้นย้ำไปที่อุตสาหกรรมภาคบริการ เป้าหมายหลักของเขาคือการรักษาความสงบในความสัมพันธ์กับทั้งปักกิ่งและวอชิงตัน ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในลำดับความสำคัญในประเทศเรื่องการค้าเสรีและความยั่งยืน
ในด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ผู้บริโภคชาวอังกฤษที่กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อเริ่มเปิดรับไม่เพียงแต่สินค้าราคาถูกจากจีนผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Temu และ Shein แต่ยังรวมถึงสินค้าราคาแพงที่แข่งขันกับผู้ผลิตจากสหรัฐฯ และยุโรปด้วย โดยสหราชอาณาจักรไม่มีการเก็บภาษีตอบโต้ต่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนเหมือนสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ส่งผลให้อังกฤษกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของรุ่นรถยนต์ใหม่ๆ จาก BYD Co. และ Chery Automobile Co. ซึ่งกำลังชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งอย่าง Tesla Inc. อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลระบุว่า BYD มียอดขายเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าในสหราชอาณาจักรในปีที่ผ่านมา โดยแซงหน้าทั้ง Tesla และ Mini ขณะที่แบรนด์ MG ซึ่งเป็นแบรนด์เก่าแก่ของอังกฤษแต่ปัจจุบันมี SAIC Motor Corp. จากจีนเป็นเจ้าของ มียอดขายพุ่งสูงกว่า 85,000 คัน ซึ่งมากกว่า Land Rover และเกือบเทียบเท่ากับ Toyota ในสหราชอาณาจักร
นอกจากยานยนต์แล้ว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์จาก Xiaomi Corp. ก็ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดอังกฤษ ซึ่งผู้บริโภคชาวอังกฤษไม่มีทัศนคติเชิงลบต่อสินค้าจีนและให้ความสำคัญกับคุณภาพเทียบกับราคา (Value for money) เป็นหลัก ทำให้จีนกำลังไล่ตามเยอรมนี (Germany) ในการเป็นแหล่งนำเข้าสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร
ผลสำรวจล่าสุดจาก YouGov เมื่อวันที่ 21-22 มกราคม แสดงให้เห็นว่าทัศนคติของชาวอังกฤษต่อจีนดีขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถามที่มองว่าจีนเป็นเพื่อนหรือคู่แข่งที่เป็นมิตรเพิ่มขึ้นเป็น 27% จากเดิม 19% ในขณะที่มุมมองความเป็นมิตรต่อสหรัฐฯ ลดลงจาก 69% เหลือ 52%
ในการเดินทางครั้งนี้ นายสตาร์เมอร์ (Starmer) อาจแสวงหาการลงทุนจากจีนในอุตสาหกรรมที่สร้างงาน เช่น การผลิตรถยนต์หรือแบตเตอรี่ แม้จะเสี่ยงต่อความไม่พอใจของทำเนียบขาวก็ตาม นอกจากนี้เขายังระบุว่ากำลังพยายามทำข้อตกลงเพื่อความสะดวกในการเดินทางของนักธุรกิจชาวอังกฤษ รวมถึงแผนการปรับปรุงสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษในปักกิ่งที่มีสภาพทรุดโทรม
การเยือนครั้งนี้นับเป็นการเยือนจีนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในรอบ 8 ปี ซึ่งถือเป็นโอกาสในการปรับปรุงความสัมพันธ์ที่เคย "ร้อนและเย็น" สลับกันไป นับตั้งแต่ายุค "ทอง" (Golden Age) ในสมัยของนายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) เมื่อปี 2015 ซึ่งปัจจุบันร่องรอยความสัมพันธ์เหล่านั้นดูจะจางหายไปตามสภาพของ "The Plough at Cadsden" ผับเก่าแก่ที่ผู้นำทั้งสองเคยไปเยือน ซึ่งปัจจุบันปิดปรับปรุงอย่างไม่มีกำหนดท่ามกลางความไม่แน่นอนของระเบียบโลกใหม่
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-01-27/starmer-wants-uk-plc-to-win-over-china-s-xi-jinping-without-annoying-trump?srnd=phx-politics