ความตึงเครียด ‘สหรัฐฯ–อิหร่าน’
ความตึงเครียด ‘สหรัฐฯ–อิหร่าน’ รัฐอาหรับและอิสราเอลอยู่ในภาวะเปราะบาง ระหว่างทางเลือก 'สงครามกับเสถียรภาพ'
31-1-2026
สำนักข่าว DW รายงานว่า ท่ามกลางความพยายามทางการทูตอย่างหนักเพื่อระงับยับยั้งไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามวงกว้าง ประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia), กลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf states) และอิสราเอล (Israel) กำลังตกอยู่ในสภาวะที่ต้องจัดลำดับความสำคัญของผลประโยชน์แห่งตนอย่างเร่งด่วน ในขณะที่อุณหภูมิความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ (US) และอิหร่าน (Iran) พุ่งทะยานสู่ระดับวิกฤต
ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนต่อท่าทีของกองทัพสหรัฐฯ (US) ในการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน (Iran) ได้กลายเป็นตัวกำหนดจังหวะยุทธศาสตร์ทั่วทั้งภูมิภาค โดยซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) สองพันธมิตรสำคัญของวอชิงตันที่ยังคงรักษาช่องทางการทูตกับเตหะราน (Tehran) ได้ประกาศจุดยืนร่วมกันว่าจะไม่อนุญาตให้ใช้พรมแดนหรือน่านฟ้าของตนในการโจมตีใดๆ ไม่ว่าการโจมตีนั้นจะมีต้นทางมาจากที่ใดก็ตาม
ในมิติทางการทูต บัดร์ อับเดลอาตี (Badr Abdelatty) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอียิปต์ (Egypt) ได้เร่งประสานงานร่วมกับ นายอับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลางของสหรัฐฯ เพื่อหาทางลงที่สงบและป้องกันไม่ให้ภูมิภาคถลำลึกสู่กงล้อแห่งความไร้เสถียรภาพรอบใหม่ ทว่าในมิติทางการทหาร ข้อมูลจาก MarineTraffic ยืนยันว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ USS Abraham Lincoln พร้อมเรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีอีก 10 ลำ ได้ประจำฐานที่มั่นในพื้นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้านอิหร่าน (Iran) ไม่นิ่งเฉย โดยสื่อ Press TV รายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เตรียมซ้อมรบด้วยกระสุนจริง ณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ (UN) ส่งคำเตือนผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าแม้จะพร้อมเจรจา แต่หากถูกบีบคั้น "จะตอบโต้ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน" สอดคล้องกับคำขู่ของ อาลี ชัมคานี (Ali Shamkhani) ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดที่ย้ำว่า ปฏิบัติการใดๆ ของสหรัฐฯ จะถูกถือเป็นการประกาศสงคราม และเป้าหมายการตอบโต้จะมุ่งไปที่ใจกลางกรุงเทลอาวีฟ (Tel Aviv)
ซานาม วากิล (Sanam Vakil) จากสถาบัน Chatham House มองว่าความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) คือการสร้างแรงกดดันเพื่อให้เกิดการทำสัญญาใหม่ที่มีการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น แต่เส้นทางไปสู่จุดนั้นเต็มไปด้วยอันตราย โดยเฉพาะสำหรับอิสราเอล (Israel) ที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศยังคงไม่ได้รับการฟื้นฟูเต็มที่ภายหลังสงครามในฉนวนกาซา (Gaza) และสงคราม 12 วันในเดือนมิถุนายน 2025 พอลีน ราเบ (Pauline Raabe) นักรัฐศาสตร์เตือนว่า "คลังขีปนาวุธสกัดกั้นของอิสราเอลยังไม่ได้รับการเติมเต็มเพียงพอ" ทำให้การถูกอิหร่านโจมตีโต้กลับในเวลานี้เป็นความเสี่ยงที่รัฐบาลอิสราเอลต้องการหลีกเลี่ยง
ขณะที่กลุ่มรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf states) ภายใต้การนำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) กำลังดำเนินนโยบายทางการทูตสูงสุดเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้ง เนื่องจากความกังวลว่าฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ (Qatar), ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และบาห์เรน (Bahrain) อาจตกเป็นเป้าหมายแรกๆ ของพายุขีปนาวุธจากอิหร่าน ซึ่งจะเปลี่ยนภูมิภาคให้กลายเป็นสมรภูมิใน "หลังบ้าน" ของตนเอง
ท้ายที่สุด ภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ยังคงเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ (Donald Trump) ประกาศผ่าน Truth Social ว่า "เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว" พร้อมบีบให้อิหร่านยอมจำนนต่อข้อตกลง "NO NUCLEAR WEAPONS" ท่ามกลางรายงานที่ระบุว่าระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของโครงการนิวเคลียร์เพื่อพลเรือนไปไกลแล้ว
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.dw.com/en/us-iran-tensions-arab-states-and-israel-navigate-strategic-tightrope/a-75732540