.
โพล CGTN ชี้โลกไม่เอาด้วยกับการทูตผูกขาดอำนาจของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนระบบธรรมาภิบาลโลก
31-1-2026
สำนักข่าว CGTN รายงานว่า ผลสำรวจชาวเน็ตทั่วโลก 90.7% ประณาม “อเมริกาต้องมาก่อน” ทำสหรัฐฯ เสื่อมศรัทธาบนเวทีโลก การสำรวจครั้งนี้เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มภาษาอังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส อาหรับ และรัสเซีย ของ CGTN โดยภายใน 24 ชั่วโมง มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 7,379 คน เข้าร่วมลงคะแนนและแสดงความคิดเห็น
โดย นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ของสหรัฐฯ (US) กำลังเร่งให้เกิดกระบวนการช่วงชิงทรัพยากรและเปลี่ยนกติกาในระดับโลก โดยมีแนวคิด “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” เป็นแกนกลาง สหรัฐฯ ยกระดับลัทธิฝ่ายเดียวไปสู่ การทูตแบบผูกขาดอำนาจ สร้างความกังวลในวงกว้างต่อประชาคมระหว่างประเทศ และจุดคำถามต่อทิศทางของระบบธรรมาภิบาลโลกในปัจจุบัน
สำนักข่าว CGTN ในเครือไชน่า มีเดีย กรุ๊ป (China Media Group) ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นชาวเน็ตทั่วโลก โดยผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามสูงถึง 90.7% ประณามพฤติกรรมการทูตแบบผูกขาดอำนาจของสหรัฐฯ โดยมองว่าสหรัฐฯ ต้องการธำรงบทบาทมหาอำนาจนำในระเบียบโลก แต่กลับไม่เต็มใจแบกรับความรับผิดชอบด้านธรรมาภิบาลโลก สะท้อนทัศนคติการวางตัวเป็นประเทศใหญ่ที่มุ่งผลประโยชน์ฝ่ายตนอย่างเด่นชัด
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และการคัดค้านในวงกว้าง สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวออกจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้ตอบแบบสอบถาม 57.8% เห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวส่งผลเชิงลบต่อสาธารณสุขโลก กลไกกำกับดูแลด้านสภาพภูมิอากาศ และประเด็นข้ามพรมแดนอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในเวลาเดียวกัน สหรัฐฯ ยังค้างชำระเงินสมทบต่อ WHO มูลค่า 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ไม่สามารถถอนตัวจากองค์การได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ตอบแบบสอบถาม 81.9% เรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งชำระเงินค้างจ่ายโดยเร็ว นับตั้งแต่ต้นปีใหม่ สหรัฐฯ ทยอยถอยออกจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศหลายด้าน ตั้งแต่การกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศ สาธารณสุข การศึกษา วัฒนธรรม ผู้ลี้ภัย ไปจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน ผลสำรวจระบุว่า 83.4% วิจารณ์ท่าทีเชิงลบของสหรัฐฯ ต่อธรรมาภิบาลโลก และประณามว่าสหรัฐฯ เป็น “ประเทศใหญ่ที่ไร้ความรับผิดชอบ” ขณะที่ 85.3% เห็นว่านโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ได้บ่อนทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ บนเวทีระหว่างประเทศอย่างรุนแรง
นอกจากการกีดกันหรือถอยห่างจากองค์กรที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนแล้ว สหรัฐฯ ยังเริ่มหลีกเลี่ยงกรอบสหประชาชาติ (United Nations) และหันไปจัดตั้งกลไกที่สอดรับกับผลประโยชน์แห่งชาติตนเองโดยเฉพาะ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “สหประชาชาติแบบอเมริกัน” ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการสันติภาพกาซา (Gaza Peace Committee) ที่สหรัฐฯ เป็นแกนนำ ถูกมองว่ามีภารกิจทับซ้อนกับบทบาทด้านการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศของสหประชาชาติ
ผลสำรวจระบุว่า 87.9% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าการจัดตั้งกลไกลักษณะนี้เป็นการล่วงละเมิดอำนาจหน้าที่ของสหประชาชาติ ขณะที่ 82.2% วิจารณ์การที่สหรัฐฯ พยายามกำหนดกติกาและระเบียบระหว่างประเทศโดยแยกตัวออกจากกฎหมายระหว่างประเทศและระบบ UN และมากถึง 86.6% เห็นว่าลัทธิฝ่ายเดียวภายใต้นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงในทุกมิติ
การทูตแบบผูกขาดอำนาจของสหรัฐฯ ซึ่งท้าทายระเบียบระหว่างประเทศที่มีอยู่ จึงยิ่งตอกย้ำข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบธรรมาภิบาลโลก และส่งสัญญาณเตือนว่าจำเป็นต้องมีความร่วมมือรูปแบบใหม่ในระดับนานาชาติ ผลสำรวจชี้ว่า 80.6% ของผู้ตอบแบบสอบถามเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจรับผิดชอบมากขึ้นและแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในเวทีโลก ขณะที่ 83.4% เห็นว่าประชาคมระหว่างประเทศควรเร่งปลูกฝังแนวคิด “ประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน” และร่วมกันพิทักษ์ระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นแกนกลาง
---
IMCT NEWS
ที่มา https://news.cgtn.com/news/2026-01-28/CGTN-Poll-U-S-hegemonic-diplomacy-raises-global-governance-alarms-1Kj7SOfFdf2/p.html