.
'ทางเลือกของทรัมป์' ในการโจมตีอิหร่านเพิ่มมากขึ้น แม้เป้าหมายยังไม่ชัดเจน
31-1-2026
Bloomberg รายงานว่า การเคลื่อนกำลังพลครั้งมโหฬารของกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีสหรัฐฯ (US) เข้าสู่พิกัดยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง (Middle East) ได้ติดอาวุธทางเลือกใหม่ที่ดุดันยิ่งกว่าเดิมให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในการสำแดงเดชต่ออิหร่าน (Iran) ทว่าการขยับหมากรบครั้งนี้กลับเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงจากการตอบโต้ที่ไม่อาจคาดเดาได้จากกรุงเตหะราน (Tehran)
ในขณะเดียวกัน สัญญาณที่สับสนและพลิกผันจากทำเนียบขาวเกี่ยวกับ "เป้าหมายสูงสุด" ไม่ว่าจะเป็นการโค่นล้มระบอบปกครอง, การพิพากษาโทษกรณีปราบปรามประชาชน หรือการบีบคั้นให้เกิดข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ ได้ทิ้งปมคำถามสำคัญไว้ว่า ภารกิจประจันหน้าครั้งนี้มีจุดหมายที่แท้จริงอย่างไร หรือเป็นเพียงยุทธวิธี "เดินเกมบนความเสี่ยงสูงสุด" เพื่อต้อนให้อิหร่าน (Iran) จนมุมบนโต๊ะเจรจา ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกกำลังดีดตัวรับแรงกระแทกจากคำขู่ของทั้งสองฝ่าย
ดานา สโตรล (Dana Stroul) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (Pentagon) จาก Washington Institute for Near East Policy วิเคราะห์ว่า “การปรากฏตัวของกองเรือ USS Abraham Lincoln มอบชุดเครื่องมือในการโจมตีเชิงรุกที่ครบเครื่องให้แก่ทรัมป์ (Trump) แต่เขายังมีโจทย์สำคัญคือการนิยามวัตถุประสงค์ทางทหารให้ตกผลึก” ซึ่งที่ผ่านมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) แทบไม่ปริปากถึงรายละเอียดเชิงลึก โดยระบุเพียงสั้นๆ ถึง “กองเรือรบขนาดมหึมาที่กำลังมุ่งหน้าสู่ภูมิภาค” เท่านั้น
ตามรายงานจาก Bloomberg Economics โดย เบคกา วาสเซอร์ (Becca Wasser) และ ดีนา เอสฟานเดียรี (Dina Esfandiary) ชี้ชัดว่าปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ (US) ต่ออิหร่าน (Iran) ยังคงเป็นฉากทัศน์ที่มีน้ำหนักสูง เนื่องจากการสะสมกำลังพลครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มทางเลือกในการโจมตี แต่ยังเป็นการปักหมุดแนวป้องกันให้แก่สหรัฐฯ (US) และพันธมิตร ซึ่งเป้าหมายที่วาสเซอร์ (Wasser) คาดการณ์ไว้นั้นครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร, โรงงานผลิตอาวุธนำวิถีและโดรน, ฐานที่ตั้งของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ไปจนถึงศูนย์กลางอำนาจรัฐ
แม้ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates) จะออกตัวแรงด้วยการปฏิเสธการใช้พื้นที่และน่านฟ้าเพื่อเปิดฉากโจมตี แต่การมาถึงของกองเรือบรรทุกเครื่องบินได้ทำลายข้อจำกัดดังกล่าวลง โดย ไมเคิล ไอเซนสตัดท์ (Michael Eisenstadt) ระบุว่าด้วยฝูงบิน F-35Cs บนเรือ Lincoln ทำให้สหรัฐฯ “ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำขออนุญาตจากรัฐใดในภูมิภาค” อย่างไรก็ตาม หากต้องการชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ อาจจำเป็นต้องใช้กองเรือถึง 3 กองเรือ หรือการสนับสนุนทางอากาศขนานใหญ่จากฐานทัพบกเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีเครื่องบิน F-15E พร้อมระเบิดทำลายล้างสูง GBU-28 ที่พร้อมบดขยี้ฐานทัพใต้ดินลึกของอิหร่านได้ทุกเมื่อ
ทางด้านสถานะโครงการนิวเคลียร์ แม้ทรัมป์จะเคยประกาศชัยชนะว่าทำลายล้างได้สิ้นซาก แต่โพสต์ล่าสุดที่เรียกร้องให้มีการเจรจา "NO NUCLEAR WEAPONS" กลับสะท้อนว่าภัยคุกคามนี้ยังไม่จบสิ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ราฟาเอล มาเรียโน กรอสซี (Rafael Mariano Grossi) แห่ง IAEA ที่เตือนว่าอิหร่านยังคงกุมองค์ความรู้สำคัญและพร้อมฟื้นฟูการผลิตได้ทันที การใช้ระเบิดเพียงอย่างเดียวจึงอาจไม่เพียงพอที่จะกำจัดคลังยูเรเนียม แต่กลับจะสร้างความเสี่ยงให้สารกัมมันตรังสีฟุ้งกระจายจนควบคุมไม่ได้
ปัจจุบัน กองทัพสหรัฐฯ นำโดย USS Abraham Lincoln และเรือพิฆาตติดตั้ง Tomahawk อีก 6 ลำ พร้อมทหารกว่า 30,000 นาย ได้ประจำฐานที่มั่นเรียบร้อยแล้ว โดยทรัมป์ประกาศกร้าวว่า "กองเรือรบไร้เทียมทาน" นี้พร้อมปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิม ขณะที่อิหร่านแม้จะถูกลดทอนแสนยานุภาพลงจากการปะทะกับอิสราเอล (Israel) แต่ ฟาเบียน ฮินซ์ (Fabian Hinz) เตือนว่าเตหะรานยังมีเขี้ยวเล็บอย่างขีปนาวุธที่ยิงถึงอิสราเอล และขีดความสามารถทางเรือที่พร้อมจะทำให้การเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) กลายเป็นอัมพาตได้โดยง่ายหากสงครามปะทุขึ้น
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-01-29/trump-s-options-for-strike-on-iran-grow-even-with-goals-unclear?srnd=homepage-americas
----------------------------
สหรัฐฯ จัดเรือรบ 10 ลำ ประจำการตะวันออกกลาง 'ล้อมอิหร่านรอบด้าน'
31-1-2026
สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า ในขณะนี้ เรือรบกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) จำนวน 10 ลำ กำลังประจำการอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง (Middle East) เตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
รายงานระบุรายละเอียดการวางกำลังพลว่า ในบรรดาเรือรบทั้งหมดประกอบด้วย เรือพิฆาต (Destroyer) 1 ลำ ประจำการในทะเลแดง (Red Sea), เรือพิฆาต 2 ลำ ประจำการใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz), เรือต่อสู้ชายฝั่ง (Littoral Combat Ships) 3 ลำ ในบริเวณอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) และกองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี (Carrier Strike Group) ประจำการอยู่ทางตอนเหนือของทะเลอาหรับ (Arabian Sea)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า "กองเรือรบขนาดมหึมา" (Massive Armada) กำลังมุ่งหน้าสู่อิหร่าน (Iran) ด้วยความรวดเร็วและแสนยานุภาพอันเกรียงไกร พร้อมกันนี้ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้ส่งคำเตือนว่า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงใดๆ การโจมตีของสหรัฐฯ (US) ต่ออิหร่านในอนาคตจะ "รุนแรงกว่า" การปฏิบัติการครั้งก่อนๆ หลายเท่า ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ (Trump) ยังเคยประกาศจุดยืนสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในอิหร่านและขู่จะใช้มาตรการโจมตี ซึ่งทางรัฐบาลกรุงเตหะราน (Tehran) ได้ออกมาประณามแถลงการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการคุกคามอธิปไตยของอิหร่าน (Iran) อย่างร้ายแรง
ด้าน มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (US Secretary of State) ได้ย้ำถึงความจำเป็นในวันพุธที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ (US) จำเป็นต้องมีกำลังพลที่เพียงพอในตะวันออกกลาง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางในอิหร่าน (Iran)
---
IMCT NEWS
ที่มา https://sputnikglobe.com/20260129/ten-us-navy-ships-located-in-middle-east-right-now---reports-1123548755.html