.
ชาร์ลี มังเกอร์ชี้ “ไม่มีชาติใหญ่ไหนโตเร็วเท่าจีน” เผยจีนผงาดเป็นมหาอำนาจด้วย 'เงินออมของคนจน' และ 'โมเดลสิงคโปร์'
26-3-2026
Yahoo Finance รายงานว่า ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) อดีตรองประธานบริษัท Berkshire Hathaway ผู้ล่วงลับ เป็นที่รู้จักในฐานะนักลงทุนระดับตำนานที่ไม่ชอบคำอธิบายซับซ้อนเกินจำเป็นโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งมังเกอร์มองว่าไม่ได้ลึกลับอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากพยายามอธิบาย
ในบทสัมภาษณ์ปี 2019 กับ Yahoo Finance ที่ถูกนำมาเผยแพร่อีกครั้ง บรรณาธิการแอนดี้ เซอร์เวอร์ (Andy Serwer) ถามตรง ๆ ว่า “ความลับของความสำเร็จจีนคืออะไร” ขณะนั้นมังเกอร์ได้พิสูจน์ความเชื่อของเขาในเชิงปฏิบัติแล้ว ผ่านบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ Berkshire Hathaway เข้าไปลงทุนในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน BYD ตั้งแต่ระยะแรก
มังเกอร์ตอบโดยโยงนโยบาย ผู้นำ และพฤติกรรมของผู้คนเข้าด้วยกันเป็นเรื่องเดียว เขากล่าวว่า “พวกเขาลอกสิงคโปร์” พร้อมยกคำพูดโด่งดังของผู้นำคอมมิวนิสต์จีนว่า “ผมไม่สนว่ามันเป็นแมวดำหรือแมวขาว ผมสนแต่มันจับหนูได้หรือไม่” ซึ่งเป็นการอ้างถึงแนวคิดแบบเน้นผลลัพธ์ของเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ที่วางรากฐานยุคปฏิรูปเปิดประเทศของจีน
ในมุมมองของมังเกอร์ แนวคิดนี้ทำให้จีนกล้าหันออกไปมองโลกภายนอกว่าระบบใดใช้การได้และนำมาปรับใช้ในประเทศ โดยเขาชี้ไปที่ตัวอย่างที่เขาเชื่อว่ามีอิทธิพลอย่างยิ่ง นั่นคือการ “ลอกแบบ” ผู้นำเชื้อสายจีนที่ประสบความสำเร็จนอกแผ่นดินจีนเอง
“ถ้าคุณถามผมว่าใครคือคนคนเดียวที่ทำอะไรให้จีนมากที่สุด ผมจะตอบว่าคือ ลีกวนยู (Lee Kuan Yew) แห่งสิงคโปร์ พวกเขาลอกเขา” มังเกอร์กล่าว พร้อมยกย่องอดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ว่าเป็นแม่แบบของการบริหารจัดการเชิงปฏิบัติที่จีนหยิบไปใช้
จากนั้น มังเกอร์ขยายความว่าทำไมผลลัพธ์ของการเลือกทางแบบนี้จึง “ผิดธรรมดา” ในเชิงประวัติศาสตร์ เขากล่าวว่า “ในประวัติศาสตร์โลก ไม่เคยมีประเทศไหนที่มีขนาดใหญ่เท่านี้แล้วพัฒนาได้เร็วขนาดนี้มาก่อน และพวกเขาทำได้โดยให้คนจนจำนวนมากเก็บออมครึ่งหนึ่งของรายได้ของตัวเอง” เขาเน้นย้ำว่า การเติบโตของจีนไม่ได้อาศัย “ทรัพย์สินของโลกที่ร่ำรวย” เป็นตัวผลักดัน แต่ใช้ “เงินออมของคนจน” เป็นเครื่องยนต์หลัก ซึ่งในมุมของมังเกอร์ นี่คือจุดแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
มังเกอร์ระบุชัดว่า เขา “ชื่นชมอย่างมาก” ต่อสิ่งที่จีนทำสำเร็จ แม้จะรับรู้ว่าระบบขนาดใหญ่นี้ย่อมเต็มไปด้วยปัญหาและความผิดพลาด “พวกเขามีทั้งช่วงขึ้นและลง ทำผิดพลาดบ้าง ตัดสินใจดีบ้าง แต่ตราบใดที่โดยเฉลี่ยแล้วชาวจีนยังเดินหน้าไปข้างหน้า พวกเขาก็ไม่ได้ถอยหลัง” เขากล่าว
แนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนวิธีคิดของมังเกอร์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เขามองว่าทั้งสองประเทศควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างถึงที่สุด “มันเป็นความบ้าคลั่งอย่างแท้จริงหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พยายามทำให้อีกประเทศ ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจใหญ่เท่ากัน กลายเป็น ‘เพื่อน’ ให้ได้” มังเกอร์กล่าว โดยวางกรอบความร่วมมือเป็นเรื่อง “สามัญสำนึก” มากกว่าเรื่องยุทธศาสตร์ซับซ้อน
มังเกอร์ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2023 ด้วยวัย 99 ปี ทิ้งมรดกเป็นมุมมองแบบ “พูดตรง ตัดเรื่องฟุ้ง” ที่มักตัดผ่านคำอธิบายเชิงทฤษฎีที่ซับซ้อนเกินจำเป็น นับจากการให้สัมภาษณ์กับ Yahoo Finance ครั้งนั้น จีนเองก็เผชิญความท้าทายใหม่หลายด้าน ทั้งวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยืดเยื้อและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงลง แม้เช่นนั้น เศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ราว 5% ในปี 2025 และรัฐบาลได้ตั้งเป้าเติบโตในปี 2026 ที่ระดับราว 4.5–5% ซึ่งเป็นหนึ่งในกรอบเป้าหมายที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ สะท้อนการยอมรับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก
ด้านหนึ่ง Berkshire Hathaway ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการหนุน “การเติบโตของจีน” ผ่านการถือหุ้น BYD มาตั้งแต่ปี 2008 ด้วยเงินลงทุนราว 230 ล้านดอลลาร์ ได้ทยอยขายหุ้นออกจนหมดในปี 2025 ปิดดีลการลงทุนต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดดีลหนึ่ง โดยมูลค่าหุ้น BYD เคยพุ่งขึ้นถึงระดับใกล้ 9,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงพีกของการถือครอง
อย่างไรก็ตาม แกนคิดของมังเกอร์ไม่ได้ผูกติดกับการลงทุนตัวใดตัวหนึ่ง แต่ยืนอยู่บน “ระบบ” ที่เขาเชื่อว่าทำงานได้จริงระบบที่อาศัยความเป็นปฏิบัตินิยม (pragmatism) การใช้ประโยชน์จากขนาดเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการออมของประชาชนจำนวนมาก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้เผชิญสภาพแวดล้อมที่ไม่สมบูรณ์แบบ
หลายปีผ่านไป มุมมองนั้นรวมถึงคำเตือนของเขาเกี่ยวกับความจำเป็นที่สหรัฐฯ และจีนควรหาทางอยู่ร่วมกันในฐานะสองมหาอำนาจใหญ่ของโลกยังคง “ลอยอยู่ในอากาศ” ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายตึงเครียดไม่แพ้เดิม
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.yahoo.com/finance/economy/articles/charlie-munger-said-no-nation-140107324.html