เมื่อทรัมป์ “ฝากอนาคตยุทธศาสตร์” ไว้ที่อิสราเอล
สงครามอิหร่านของสหรัฐฯ: เมื่อทรัมป์ “ฝากอนาคตยุทธศาสตร์” ไว้ที่อิสราเอล และโลกทั้งใบต้องร่วมจ่ายราคา
26-3-2026
Asia Times รายงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างรุนแรงของกระบวนทัศน์นโยบายต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน (Washington) เมื่อสิ่งที่เหล่านักวิเคราะห์สายสมจริง (Realists) เคยปรามาสไว้ตลอดสามทศวรรษเกี่ยวกับ "หล่มยุทธศาสตร์" (Quagmire) และ "พายุทราย" (Sandstorm) จากการถลำลึกในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นความจริงที่ปรากฏเด่นชัดภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Operation Epic Fury
สถานการณ์ในขณะนี้เต็มไปด้วยความสูญเสียเชิงยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เมื่อระเบิดถูกทิ้งลงกลางกรุงเตหะราน (Tehran) กำลังพลสหรัฐฯ ต้องสังเวยชีวิตในประเทศคูเวต (Kuwait) และประเทศซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ขณะที่เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจอย่างช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดล้อม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดน้ำมันโลก อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศที่ผลักดันสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามครั้งนี้ กลับยังคงพยายามสร้างวาทกรรมเพื่อบิดเบือนความรับผิดชอบ ซึ่งตอกย้ำว่า "ชนชั้นนำด้านนโยบาย" (The Establishment) เหล่านี้ยังคงยึดติดกับพิมพ์เขียวที่ล้มเหลวอย่างยากจะถอนตัว
ในการพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ประเมินว่าอิหร่าน (Iran) กำลังอยู่ในภาวะเปราะบางสูงสุดจากผลพวงของมาตรการคว่ำบาตร ความบอบช้ำจากสงคราม 12 วันในปี 2025 และการสั่นคลอนของเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค วอชิงตันจึงมองว่าเป็น "โอกาสทองทางยุทธศาสตร์" ในการเผด็จศึก โดยเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เกือบ 900 ระลอกภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ภายใต้รหัสปฏิบัติการ Operation Epic Fury
ความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้แก่สงครามโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เต็มไปด้วยความสับสนและย้อนแย้ง มีการเปลี่ยนข้ออ้างรายวัน ตั้งแต่การสกัดกั้นภัยคุกคามเร่งด่วน การชิงโจมตีเพื่อตัดหน้า (Preemptive Strike) การทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธ การยับยั้งโครงการนิวเคลียร์ ไปจนถึงเป้าหมายสูงสุดคือการควบคุมทรัพยากรและการเปลี่ยนระบอบปกครอง (Regime Change) การที่รัฐบาลไม่สามารถระบุ "มูลเหตุแห่งสงคราม" (Casus belli) ที่มีความชอบธรรมเพียงประการเดียวได้นั้น สะท้อนให้เห็นว่าปฏิบัติการนี้ขาดความสัตย์จริงอย่างสิ้นเชิง
ราคาที่โลกต้องร่วมจ่ายจากสงครามครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเลขงบประมาณมหาศาล แต่คือชีวิตของทหารสหรัฐฯ 6 นายที่เสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนที่ฐานทัพในคูเวต รวมถึงความสูญเสียในซาอุดีอาระเบีย และอุบัติเหตุเครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 ตกในอิรักที่คร่าชีวิตนักบินไปอีก 6 นาย นอกจากนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังแผ่ลามไปทั่วโลก เที่ยวบินในภูมิภาคถูกระงับ การขนส่งสินค้าต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อเลี่ยงพื้นที่อันตราย ส่งผลให้เรือบรรทุกสินค้ากว่า 3,000 ลำต้องจอดหยุดนิ่งในอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางภาวะอัมพาตของการเดินเรือพาณิชย์
หัวใจสำคัญของวิกฤตครั้งนี้คือข้อกล่าวหาเรื่องการ "โอนย้ายความรับผิดชอบทางยุทธศาสตร์" (Strategic Outsourcing) จากวอชิงตันไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม (Jerusalem) โดยนายบัดร์ บิน ฮาหมัด อัล บูไซดี (Badr bin Hamad Al Busaidi) รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ระบุชัดเจนว่าก่อนเกิดสงคราม การเจรจานิวเคลียร์มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สงครามครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามในการจัดระเบียบภูมิภาคใหม่เพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอล โดยมีกลุ่มคนใกล้ชิดอย่าง สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) และ จาเร็ด คุชเนอร์ (Jared Kushner) ถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวกลางในการบีบให้สหรัฐฯ เข้าสู่การเผชิญหน้าทางทหาร
ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ซึ่งหวาดระแวงต่อความสำเร็จทางการทูต ได้กดดันให้ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกใช้มาตรการทางทหารในจังหวะที่การเจรจากำลังจะสัมฤทธิ์ผล เป็นภาพซ้ำของความผิดพลาดในการบุกอิรักเมื่อปี 2003 ที่กลุ่มผลประโยชน์จงใจทำลายเส้นทางการทูตเพื่อผลักดันให้เกิดสงคราม ภายใต้การนำของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ขาดความชัดเจนทางยุทธศาสตร์จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองภูมิภาค
ความย้อนแย้งที่รุนแรงที่สุดคือ การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ก้าวสู่ตำแหน่งด้วยสัญญาว่าจะยุติ "สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด" และยึดหลัก "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) แต่ในความเป็นจริง กลับมีการวางกำลังทหารในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003 โดยใช้ทรัพยากรทั้งกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-2 และฝูงบิน AWACS จนเกินขีดจำกัด ซึ่งนอกจากจะล้มเหลวในตะวันออกกลางแล้ว ยังส่งผลร้ายแรงต่อความพร้อมรบในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างแปซิฟิก (Pacific) ที่เป็นหัวใจหลักในการคานอำนาจกับจีน
ในท่ามกลางความเพลี่ยงพล้ำนี้ มหาอำนาจคู่แข่งอย่างจีนและรัสเซียกลับได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล กรุงปักกิ่งประณามการใช้ความรุนแรงและแสดงบทบาทผู้พิทักษ์สันติภาพ ขณะที่สหรัฐฯ กำลังเผาผลาญทรัพยากรและทำลายความน่าเชื่อถือของตนเองในโลกมุสลิม ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) จึงสามารถคว้าชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์ได้โดยไม่ต้องเสียกำลังพลแม้แต่นายเดียว
แม้ฝ่ายความมั่นคงในวอชิงตันจะอ้างการทำลายโครงการนิวเคลียร์เป็นเหตุผลหลัก แต่หน่วยงานอย่าง IAEA กลับยืนยันว่าไม่มีหลักฐานการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นรูปธรรมก่อนเกิดเหตุ บทเรียนกว่าสามทศวรรษพิสูจน์แล้วว่า อุดมการณ์และพฤติกรรมของรัฐไม่สามารถเปลี่ยนได้ด้วยการทิ้งระเบิด สิ่งที่จะหลงเหลือไว้หลังการล่มสลายของผู้นำสูงสุด อยาตุลลอฮ์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) คือความเคียดแค้นของมวลชนและการก่อตัวของกองกำลังกู้ชาติที่จะกลายเป็นวิกฤตที่หนักหน่วงกว่าเดิม
ท้ายที่สุด แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะพยายามส่งสัญญาณ "ลดระดับ" ปฏิบัติการในภายหลัง แต่การถอยร่นโดยปราศจากแผนสำรองไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ความไร้เสถียรภาพที่เกิดจากการสังหารคาเมเนอีได้กลายเป็นมรดกบาปที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับ บทเรียนจาก Operation Epic Fury ตอกย้ำว่าแสนยานุภาพทางอากาศไม่สามารถซื้อความมั่นคงที่ยั่งยืนได้ และ "พายุทราย" แห่งความขัดแย้งนี้จะยังคงพัดพากระหน่ำใส่ผลประโยชน์ของอเมริกันไปอีกนานเท่านาน จากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการฝากชะตากรรมไว้ในมือของผู้อื่น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/03/americas-iran-quagmire-and-the-failure-of-strategic-memory/