เจาะลึกระบบเซนเซอร์สหรัฐฯ ในการสกัดกั้นขีปนาวุธ
เจาะลึกระบบเซนเซอร์สหรัฐฯ ในการสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนอิหร่าน เปิดยุทธวิธี "ระบบป้องกันหลายชั้น" ดาวเทียม–เรดาร์–เรือรบ–โดรน เชื่อมเป็นเครือข่าย “ใยเซ็นเซอร์”
26-3-2026
Asia Times รายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่ขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน (Iran) โจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ระบบเรดาร์มูลค่ามหาศาลของสหรัฐฯ หลายแห่งทั่วตะวันออกกลางได้ตกเป็นเป้าหมายและถูกทำลาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของกองทัพสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีฐานปฏิบัติการหลายสิบแห่งและกำลังพลนับหมื่นนายที่เผชิญกับความเสี่ยงในภูมิภาค คำถามสำคัญคือ เมื่อขีปนาวุธถูกยิงออกจากอิหร่านมุ่งหน้าสู่ฐานทัพสหรัฐฯ กำลังพลเหล่านั้นจะทราบล่วงหน้าได้อย่างไรเพื่อความปลอดภัย? คำตอบอยู่ที่ "ระบบป้องกันหลายชั้น" (Layered System) ที่สหรัฐฯ และพันธมิตรสร้างขึ้นเพื่อเฝ้าระวังน่านฟ้าทั้งกลางวันและกลางคืน โดยอาศัยความร่วมมือจากดาวเทียมในอวกาศ เรดาร์ภาคพื้นดิน เรือรบในทะเล และอากาศยานเหนือน่านฟ้า
ด่านหน้าจากห้วงอวกาศ: วินาทีแห่งการเตือนภัย
วิธีการที่รวดเร็วที่สุดในการตรวจจับขีปนาวุธคือการเฝ้าระวังจากอวกาศ โดยกองทัพอวกาศสหรัฐฯ (US Space Force) ใช้ดาวเทียมในระบบ Space-Based Infrared System (SBIRS) ซึ่งถือเป็นอัญมณีล้ำค่าของระบบป้องกันขีปนาวุธ ดาวเทียมมูลค่าพันล้านดอลลาร์เหล่านี้สามารถตรวจจับ "สัญญาณความร้อน" (Heat Signature) จากการปล่อยขีปนาวุธได้ในทันทีด้วยเซนเซอร์อินฟราเรดที่มีความไวสูง และส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังส่วนกลางภายในไม่กี่วินาที ซึ่งเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่ช่วยให้ระบบป้องกันภาคพื้นดินและทางทะเลมีเวลาเตรียมพร้อม
สัญญาณเตือนจากอวกาศจะถูกส่งผ่านช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัยมายังสถานีภาคพื้นดินทางยุทธวิธีร่วม หรือ Joint Tactical Ground Stations (JTAGS) ของกองทัพอวกาศสหรัฐฯ เพื่อกระจายข้อมูลไปยังเครือข่ายป้องกันขีปนาวุธส่วนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว
ระบบเรดาร์: การติดตามและระบุเป้าหมาย
เนื่องจากดาวเทียมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถติดตามเป้าหมายได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องอาศัยเรดาร์บนโลกที่ใช้คลื่นวิทยุในการตรวจจับตำแหน่งและทิศทาง โดยสหรัฐฯ ใช้ระบบเรดาร์ระยะไกลและระยะสั้นควบคู่กัน ระบบที่สำคัญประกอบด้วย:
AN/FPS-132 Upgraded Early Warning Radar: เรดาร์ระยะไกลที่สามารถตรวจจับขีปนาวุธได้จากระยะกว่า 3,000 ไมล์ (4,828 กม.)
AN/TPY-2 Surveillance Transportable Radar: เรดาร์เคลื่อนย้ายได้ของกองทัพบกสหรัฐฯ (US Army) มีระยะตรวจจับเกือบ 2,000 ไมล์ (3,219 กม.) ซึ่งมักถูกวางตำแหน่งไว้ใกล้กับระบบอาวุธทำลายล้างขีปนาวุธเพื่อให้ข้อมูลการติดตามที่แม่นยำและทันเวลา
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกองกำลังอิหร่านสามารถโจมตีระบบเรดาร์ TPY-2 ในประเทศจอร์แดน (Jordan) และระบบ FPS-132 ในประเทศกาตาร์ (Qatar) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูงและทดแทนได้ยาก ส่งผลให้สหรัฐฯ ต้องเคลื่อนย้ายระบบ TPY-2 เพิ่มเติมจากเกาหลีใต้มายังตะวันออกกลางเพื่ออุดช่องโหว่ แม้ขีดความสามารถจะลดลงแต่เครือข่ายยังคงทำงานผ่านเรดาร์ในจุดอื่นๆ เช่น ระบบ FPS-132 ในสหราชอาณาจักร (UK) ที่พร้อมสนับสนุนข้อมูลในภูมิภาค
ความยืดหยุ่นจากฐานทัพลอยน้ำและอากาศยาน
นอกจากเซนเซอร์ภาคพื้นดินและอวกาศแล้ว เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ (US Navy) ยังติดตั้งระบบการรบ Aegis Combat System พร้อมเรดาร์ AN/SPY-1 ซึ่งมีรัศมีครอบคลุม 200 ไมล์ (322 กม.) สามารถเคลื่อนที่ไปใกล้พื้นที่เสี่ยงเพื่อปิดช่องว่างที่เรดาร์ภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศสหรัฐฯ (US Air Force) ได้ส่งเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า E-3 Sentry และโดรนอย่าง MQ-9 Reaper ขึ้นบินลาดตระเวนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบตรวจจับ
ความท้าทายจากโดรน: เป้าหมายที่ตรวจจับยาก
อากาศยานไร้คนขับหรือโดรนจากอิหร่าน โดยเฉพาะตระกูล Shahed พิสูจน์แล้วว่าทำลายได้ยากกว่าขีปนาวุธ เนื่องจากเทคโนโลยีเดิมถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับเป้าหมายที่เร็วและมีความร้อนสูง แต่โดรนเหล่านี้ใช้เครื่องยนต์สันดาปที่มีสัญญาณความร้อนต่ำ ทำให้เซนเซอร์อินฟราเรดตรวจจับได้ยากและเกิดความล่าช้าในการเตือนภัย
นอกจากนี้ โดรนยังมีขนาดเล็ก บินต่ำ และมักทำจากวัสดุประเภทไฟเบอร์กลาสหรือพลาสติกที่ไม่สะท้อนคลื่นเรดาร์ได้ดีนัก โดรนหลายรุ่นของอิหร่านยังไม่สามารถตรวจจับด้วยระบบสัญญาณวิทยุได้ เนื่องจากถูกตั้งโปรแกรมพิกัด GPS ไว้ล่วงหน้าและบินมุ่งหน้าสู่เป้าหมายโดยไม่ต้องใช้การควบคุมระยะไกล
แนวทางการปรับปรุงและอนาคตการป้องกัน
สหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังเร่งพัฒนาระบบเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทั้งสองรูปแบบ โดยมีการเจรจาซื้อ "เซนเซอร์ตรวจจับเสียง" (Acoustic Sensors) จากประเทศยูเครน (Ukraine) ซึ่งสามารถตรวจจับเสียงเครื่องยนต์ของโดรนได้ในกรณีที่ระบบอื่นมองไม่เห็น เป้าหมายของสหรัฐฯ คือการผสานเซนเซอร์รุ่นใหม่ ซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ และการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถตรวจจับ ตอบโต้ และทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำก่อนที่จะสร้างความเสียหายต่อกำลังพลและพันธมิตร
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/03/web-of-sensors-how-us-spots-and-kills-irans-missiles-and-drones/