จีนคุมราคาน้ำมันครั้งแรกรอบ 10 ปี
จีนคุมราคาน้ำมันครั้งแรกรอบ 10 ปี–ชาติเอเชียเร่งออกมาตรการรับมือ ญี่ปุ่นปล่อยสำรอง, เกาหลีใต้ลดภาษีน้ำมัน–คุมราคา, เวียดนามยกเลิกภาษีนำเข้าน้ำมัน, ไทย–ฟิลิปปินส์ เน้นประหยัดพลังงาน
26-3-2026
Nerwsweek รายงานว่า รัฐบาลประเทศจีน (China) ประกาศใช้มาตรการเพดานควบคุมราคาเชื้อเพลิงเป็นครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งทศวรรษ เนื่องจากสงครามระหว่างประเทศสหรัฐฯ (US) และประเทศอิสราเอล (Israel) ที่กระทำต่อประเทศอิหร่าน (Iran) ได้ส่งผลกระทบต่อการลำเลียงน้ำมันและสร้างความสั่นคลอนต่อตลาดโลกอย่างรุนแรง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามในวงกว้างของกลุ่มประเทศเอเชีย (Asian countries) ในการบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ที่ยืดเยื้อมากว่า 3 สัปดาห์ โดยช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่น้ำมันกว่า 1 ใน 4 ของโลกต้องพึ่งพาในการขนส่งทางเรือ ซึ่งภูมิภาคเอเชียถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดเนื่องจากครองสัดส่วนการนำเข้าผ่านเส้นทางนี้ถึงร้อยละ 45 ของปริมาณการเดินเรือทั้งหมด ทั้งนี้ สำนักข่าวนิวส์วีค (Newsweek) ได้ติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศของจีนผ่านทางอีเมลเพื่อขอความคิดเห็นเพิ่มเติมแล้ว
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หน่วยงานเศรษฐกิจสูงสุดของจีนได้ประกาศกำหนดเพดานราคาน้ำมันสำเร็จรูปเพื่อจำกัดผลกระทบต่อผู้ใช้งานปลายน้ำ ท่ามกลางรายงานข่าวว่าผู้ขับขี่รถยนต์จำนวนมากต่างเข้าคิวรอเติมน้ำมันตามสถานีบริการทั่วประเทศด้วยความตื่นตระหนก โดยมีการกำหนดเพดานราคาเบนซินไว้ที่ 1,160 หยวน (ประมาณ 168.59 ดอลลาร์) ต่อตัน และน้ำมันดีเซลที่ 1,115 หยวนต่อตัน
คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ได้ออกคำสั่งให้บริษัทกลั่นน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัฐ ได้แก่ ซิโนเปค (Sinopec), เพโทรไชน่า (PetroChina) และบริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งแห่งชาติจีน (CNOOC) เร่งดำเนินการตามนโยบายราคาและรับประกันการผลิตรวมถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุปทาน ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงราคาเชื้อเพลิงครั้งแรกของรัฐบาลจีนนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน จีนยังได้สั่งห้ามส่งออกน้ำมันเบนซิน ดีเซล และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet fuel) เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนภายในประเทศ
แม้ว่ากว่าร้อยละ 40 ของการนำเข้าน้ำมันในจีนจะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จีนยังอยู่ในสถานะที่รับมือกับวิกฤตได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง รวมถึงมีการกระจายแหล่งที่มาของอุปทานที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการนำเข้าจากประเทศรัสเซีย (Russia) และการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับกลุ่มเศรษฐกิจอื่นในเอเชียที่เผชิญกับภาวะช็อกทางอุปทานอย่างรุนแรงก็ได้เร่งดำเนินมาตรการเช่นกัน โดยประเทศญี่ปุ่น (Japan) ได้เริ่มระบายน้ำมันดิบจากคลังสำรองแห่งชาติตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมตามกรอบความร่วมมือของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ขณะที่ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ได้ดึงน้ำมันจากคลังสำรองรัฐบาล พร้อมขยายมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงและควบคุมราคา ตลอดจนเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มเติม
ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีคลังสำรองจำกัดและต้องพึ่งพาการนำเข้าแบบตลาดจร (Spot imports) สูง ต่างเริ่มดำเนินนโยบายประหยัดพลังงานควบคู่ไปกับการจัดหาอุปทานเพิ่มเติม โดยประเทศเวียดนาม (Vietnam) ได้มุ่งเน้นไปที่การจัดการราคาและอุปทาน โดยผ่อนปรนข้อจำกัดการนำเข้าและมอบอำนาจให้บริษัทพลังงานรัฐอย่าง เพโทรเวียดนาม (PetroVietnam) มีความคล่องตัวมากขึ้นในการจัดซื้อน้ำมัน
ทางด้านรัฐบาลประเทศไทศ (Thailand) ได้ออกคำสั่งให้หน่วยงานภาครัฐปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26 องศาเซลเซียส ขยายแผนการทำงานที่บ้าน (Work-from-home) สำหรับข้าราชการ และสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อลดความต้องการใช้พลังงาน
ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines) ได้ประกาศปรับเปลี่ยนการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็น 4 วันต่อสัปดาห์ชั่วคราว พร้อมสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ตัดลดการใช้พลังงานรวมถึงจำกัดการใช้เครื่องปรับอากาศและการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักเนื่องจากนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 98 จนทำให้ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ (Ferdinand Marcos Jr.) ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานระดับชาติ (National energy emergency) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากเจ้าหน้าที่เตือนว่าคลังน้ำมันสำรองของประเทศอาจหมดลงภายในเวลาเพียง 2 เดือนหากไม่สามารถจัดหาแหล่งพลังงานทางเลือกได้ทันท่วงที
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.newsweek.com/china-asian-countries-forced-take-action-oil-11726092