.
BRICS ข้ามช็อต "สกุลเงินร่วม" รุกคืบวางรากฐาน "ระบบการเงินขั้วใหม่" เตรียมส่ง "ระบบชำระเงินดิจิทัล" ท้าชน SWIFT
30-1-2026
Asia Times รายงานว่า กลุ่มประเทศ BRICS กำลังเริ่มต้นวางรากฐานสำคัญในการปรับโฉมโครงสร้างระบบการเงินโลก แม้แนวคิดเรื่องการสร้าง "สกุลเงินร่วม BRICS" เพื่อเป้าหมายในการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) จะยังคงเป็นแผนงานระยะยาวที่ห่างไกลในปัจจุบัน แต่ทางเลือกที่จับต้องได้มากกว่าอย่าง "ระบบชำระเงินดิจิทัล" ที่จะมาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับระบบ SWIFT กำลังใกล้จะเปิดใช้งานในอนาคตอันใกล้
โครงการริเริ่มที่มุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานนี้มักถูกมองข้ามจากกระแสหลัก เนื่องจากเป็นการดำเนินงานที่หลีกเลี่ยงความตื่นตัวทางการเมืองจากการประกาศใช้สกุลเงินร่วมอย่างโจ่งแจ้ง อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนอย่างเงียบเชียบนี้อาจส่งผลกระทบในวงกว้างยิ่งกว่า โดยตอกย้ำถึงสมมติฐานสำคัญที่ว่า "การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานเชิงปฏิบัติ" สามารถเปลี่ยนโฉมระเบียบการเงินโลกได้ลึกซึ้งกว่าการท้าทายเชิงสัญลักษณ์
ภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่เน้นผลสัมฤทธิ์จริง (Pragmatic approach) ข้อเสนอนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่การทำลายอำนาจดอลลาร์โดยตรง แต่เป็นการสร้าง "โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน" (Payment rails) เพื่อให้เกิดการชำระดุลทางการค้าระหว่างสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ของแต่ละประเทศสมาชิกได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาระบบเครือข่าย SWIFT ที่มีดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีนัยสำคัญ
ไม่ใช่สกุลเงินร่วม (Not a currency)
หนึ่งในประเด็นที่มักถูกเข้าใจผิดคือทิศทางความร่วมมือทางการเงินของ BRICS โดยในปัจจุบัน โครงการนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสกุลเงินเดียวขึ้นมาใช้ร่วมกัน และไม่มีข้อกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องยอมสูญเสียอธิปไตยทางการเงิน (Monetary sovereignty) ให้แก่องค์กรเหนือรัฐ (Supranational authority)
ข้อเสนอก่อนหน้านี้ที่พยายามผลักดันสกุลเงินร่วมมักต้องประสบกับทางตันด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่แตกต่างกันมาก มาตรการควบคุมเงินทุนที่ไม่สอดคล้องกัน และความกังวลของประเทศสมาชิกต่อการขยายอิทธิพลของเงินหยวน (Yuan) ของประเทศจีน (China)
ดังนั้น ทิศทางใหม่จึงมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ (CBDC) ที่มีอยู่เดิมให้สามารถทำงานร่วมกันได้ (Interoperability) ไม่ว่าจะเป็นเงินรูปีดิจิทัล (Digital Rupee) ของประเทศอินเดีย (India), เงินหยวนดิจิทัล (Digital Yuan) ของประเทศจีน (China) หรือเงินรูเบิลดิจิทัล (Digital Ruble) ของประเทศรัสเซีย (Russia) โดยแต่ละสกุลเงินยังคงมีอธิปไตยและอำนาจการบริหารจัดการอย่างเต็มที่ สิ่งที่ได้รับการยกระดับคือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้สกุลเงินเหล่านี้สามารถรับ-ส่งและทำธุรกรรมระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในเชิงปฏิบัติ ระบบนี้จะช่วยให้การชำระเงินข้ามพรมแดนสามารถทำได้โดยตรงผ่านสกุลเงินท้องถิ่น โดยไม่ต้องอาศัยธนาคารตัวแทน (Correspondent banks) หรือเครือข่าย SWIFT ซึ่งผลประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับนั้นชัดเจนยิ่ง นั่นคือความเร็วในการชำระดุลที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนธุรกรรมที่ถูกลง และที่สำคัญที่สุดคือการลดความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตรทางการเงินหรือการถูกสั่งอายัดสินทรัพย์โดยรัฐบาลตะวันตก
บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของอินเดีย (India’s pivotal role)
ประเทศอินเดีย (India) ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงหลักในฐานะผู้กำหนดวาระการประชุม โดยรัฐบาลนิวเดลีได้ยกระดับประเด็นการทำงานร่วมกันของ CBDC จากระดับทฤษฎีไปสู่การประสานนโยบายที่จับต้องได้ สิ่งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านการชำระเงินดิจิทัลของอินเดียที่ถอดบทเรียนมาจากความสำเร็จของระบบ Unified Payments Interface (UPI) ภายในประเทศ ซึ่งยึดถือหลักการ "การทำงานร่วมกันได้ควบคู่กับการรักษาอธิปไตยทางการเงิน"
ธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India) ย้ำชัดว่ารูปีดิจิทัลคือ "เงินสดในรูปแบบดิจิทัลที่รัฐรับรอง" ไม่ใช่สินทรัพย์คริปโต (Crypto-asset) และไม่ใช่การก้าวไปสู่การรวมตัวเป็นสหภาพศุลกากร แต่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการนโยบายการเงินและการคลัง ทัศนคติที่ระมัดระวังนี้อธิบายว่าเหตุใดอินเดียจึงคัดค้านสกุลเงินเหนือรัฐ แต่กลับเป็นหัวหอกในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการใช้สกุลเงินประจำชาติในเวทีโลก
บทเรียนจากการค้าทวิภาคีกับรัสเซียก่อนหน้านี้ ที่ส่งผลให้รัสเซียต้องถือครองเงินรูปีจำนวนมหาศาลโดยไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้คล่องตัว หรือที่เรียกว่า "กับดักรูปี" (Rupee trap) กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้อินเดียเห็นความจำเป็นของระบบพหุภาคี ที่สกุลเงินท้องถิ่นสามารถหมุนเวียนและนำไปใช้จ่ายได้ในกลุ่มประเทศพันธมิตรที่กว้างขึ้น
กลไกการชำระดุลโดยตรง (Direct settlement mechanisms)
นวัตกรรมที่เป็นแกนกลางของระบบใหม่นี้ประกอบด้วยกลไกสำคัญ 2 ประการ เพื่อให้การค้าในสกุลเงินท้องถิ่นไหลลื่นโดยปราศจากดอลลาร์:
รอบการชำระดุล (Settlement cycles): ทำหน้าที่เป็นระบบหักกลบลบหนี้สุทธิเป็นระยะ แทนที่จะต้องทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินทุกครั้งที่มีการซื้อขายซึ่งสิ้นเปลืองสภาพคล่อง ระบบนี้จะรวบรวมยอดธุรกรรมทั้งหมดในช่วงเวลาที่กำหนดและชำระเพียงส่วนต่างเท่านั้น เช่น หากอินเดียนำเข้าจากจีน 5 แสนล้านรูปี แต่จีนนำเข้าจากอินเดีย 4 แสนล้านรูปี จะมีการโอนเงินจริงเพียง 1 แสนล้านรูปีเท่านั้น ช่วยลดต้นทุนและป้องกันปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองสกุลเงิน
วงเงินแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex swap lines): ทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับสภาพคล่องสำรอง หากประเทศสมาชิกมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้สกุลเงินของพันธมิตรเพื่อชำระยอดสุทธิ ธนาคารกลางสามารถใช้สิทธิตามข้อตกลงที่ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อ "ยืม" สกุลเงินนั้นมาชั่วคราวได้ทันที
วิกฤตความเชื่อมั่นและภาระหนี้ดอลลาร์ (The systemic risk of dollar debt)
แม้ระบบ BRICS จะรุกคืบเพียงใด แต่ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นเสาหลักของการเงินโลก โดยครองสัดส่วน 59% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ และเป็นสื่อกลางในการชำระเงินและออกใบแจ้งหนี้กว่าครึ่งหนึ่งของการค้าโลก
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเชิงระบบที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ "ภาระหนี้สะสม" ในสกุลเงินดอลลาร์ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ กำลังขยับเข้าใกล้ 39 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่หนี้ทั่วโลกพุ่งไปที่ 315 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งกว่า 64% ผูกโยงกับดอลลาร์ ความเสถียรของเศรษฐกิจโลกจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นที่มีต่อดอลลาร์ในระดับที่เปราะบาง
ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ "วงจรวิกฤตเสริมแรง" (Self-reinforcing cycle) เนื่องจากการที่สหรัฐฯ จะรักษาระดับการชำระหนี้ได้นั้น จำเป็นต้องมีความต้องการพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury bonds) จากทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง หากความต้องการนี้ลดลงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อจูงใจนักลงทุน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการชำระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น (จนกลายเป็นงบประมาณรายจ่ายที่สูงที่สุดในปัจจุบัน) และจะฉุดให้ภาวะทางการเงินโลกตึงตัวตามไปด้วย จนอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ในประเทศอื่นๆ ที่แบกหนี้ดอลลาร์อยู่
ยุทธศาสตร์เชิงรับของสหรัฐฯ (US defensive and preemptive actions)
สหรัฐฯ (US) ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายในการปกป้องสถานะสกุลเงินสำรองหลักของโลก ตั้งแต่มาตรการเชิงสถาบันไปจนถึงมาตรการเชิงบังคับ
เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดคือการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงินและการตัดสิทธิ์การเข้าถึงระบบ SWIFT เพื่อป้องปรามผู้ท้าทาย กรณีของประเทศอิหร่าน (Iran) และรัสเซีย (Russia) เป็นประจักษ์พยานถึงต้นทุนอันมหาศาลของการถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นบทเรียนเตือนใจแก่ประเทศอื่นๆ ที่คิดจะดำเนินกิจกรรมนอกระบบนิเวศดอลลาร์
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้พยายามปรับปรุงขอบเขตอิทธิพลของดอลลาร์ให้ทันสมัยผ่านโลกการเงินดิจิทัล โดยหน่วยงานกำกับดูแลกำลังเร่งวางกรอบการทำงานสำหรับ Stablecoins และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกกับดอลลาร์ เพื่อให้มั่นใจว่าดอลลาร์จะยังคงเป็นผู้กุมอำนาจหลักในเศรษฐกิจยุคใหม่
อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนภัยที่สำคัญคือการที่ธนาคารกลางทั่วโลกหันไปหาทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 มูลค่าการถือครองทองคำรวมของธนาคารกลางต่างประเทศพุ่งสูงจนแซงหน้ามูลค่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasuries) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี ท่ามกลางราคาทองคำที่ทะยานขึ้นอย่างรุนแรงกว่า 60-70% ไปแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2025 และพุ่งต่อเนื่องเกิน 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี 2026
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงการปรับสมดุลพอร์ตสินทรัพย์ไปสู่ "สินทรัพย์ที่เป็นกลาง" (Neutral assets) ที่ไม่มีความเสี่ยงจากคู่สัญญา (Counterparty risk) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เริ่มสั่นคลอนต่อระบบการเงินที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง
ทางรอดในภาวะวิกฤต (The "Shock Absorber" strategy)
ความพยายามของ BRICS ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานคู่ขนานไม่ใช่เพียงเรื่องของศักดิ์ศรีทางการเมือง แต่เป็น "กลไกซับแรงกระแทก" จากบทเรียนที่รัสเซียถูกตัดออกจาก SWIFT และการถูกริบทรัพย์สินสำรองมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ทั่วโลกตระหนักว่า "หากรัสเซียโดนได้ ประเทศใดก็มีสิทธิ์โดนเช่นกัน"
แม้หนทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยอุปสรรคทางเทคนิคและการประสานกฎหมายระหว่างประเทศสมาชิก แต่ภายใต้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาไม่ได้ ระบบการเงินทางเลือกจึงเปลี่ยนสถานะจาก "ทางเลือกเสริม" กลายเป็น "ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์"
ระบบของ BRICS อาจไม่ได้เข้ามาล้มกระดานการเงินโลกเดิมในทันที แต่จะทำหน้าที่เป็นช่องทางสำรองที่ช่วยให้การค้าที่จำเป็น เช่น พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงดำเนินต่อไปได้ในยามเกิดวิกฤต ช่วยลดการแพร่กระจายของความระส่ำระสาย (Contagion) และช่วยให้โลกสามารถปรับตัวเข้าสู่ระเบียบการเงินใหม่ได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
---
IMCT NEWS
ที่มา https://asiatimes.com/2026/01/brics-laying-first-tracks-for-new-global-payment-system/