.
"วันแห่งการสะสาง" เมื่อหนี้สหรัฐฯ จ่อทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ - เปิดกลยุทธ์ปกป้องสินทรัพย์จากเหล่า CEO วอลล์สตรีท
30-1-2026
Moneywise and Yahoo Finance รายงานว่า เดวิด โซโลมอน (David Solomon) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Goldman Sachs เตือนว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา (US) ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังทยอยปูทางไปสู่ “จุดชำระบัญชี” (reckoning) ทางเศรษฐกิจ หากประเทศไม่สามารถเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น โดยระบุว่า หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพิ่มจากราว 7 ล้านล้านดอลลาร์หลังวิกฤตการเงินมาอยู่ที่ราว 38 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมา และเพียงแค่ “ต่ออายุ–รีไฟแนนซ์” หนี้ในระดับดอกเบี้ยปัจจุบันตลอดทศวรรษนี้ ก็อาจทำให้ยอดหนี้ทะลุ “ช่วง 4 หมื่นล้านล้านดอลลาร์” อย่างแน่นอน
โซโลมอนให้สัมภาษณ์ในงาน Economic Club of Washington ว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เท่ากับหายนะโดยอัตโนมัติ แต่หากสหรัฐฯ “เดินต่อไปบนเส้นทางเดิมโดยไม่ยกระดับการเติบโตในระบบเศรษฐกิจให้สูงขึ้น จะต้องมีวันที่ระบบถูกบังคับให้ชำระบัญชี” พร้อมย้ำว่า “ทางออกอยู่ที่การเติบโต (growth path)” มากกว่าการเพิ่มรายได้จากภาษีหรือการอัดฉีดภาครัฐเพิ่มขึ้นอีก
เขาเตือนด้วยว่า ตัวเลขหนี้ที่สูงขึ้นไม่ใช่ปัญหาเดียว เพราะหนี้จำนวนมหาศาลจำเป็นต้องหา “ผู้ซื้อ” อย่างต่อเนื่อง หากความต้องการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จากนักลงทุนต่างชาติอ่อนแรงลง ภาระในการจัดหาเงินทุนจะยิ่งตกอยู่บนไหล่ของนักลงทุนภายในประเทศเอง ซึ่งจะ “เบียดบังการลงทุนภาคเอกชน” และบั่นทอนศักยภาพการเติบโตในอนาคต โซโลมอนยังวิจารณ์ว่าการใช้นโยบายการคลังแบบกระตุ้นแรงและต่อเนื่องได้ “ฝังตัว” อยู่ในกลไกการเมืองของระบอบประชาธิปไตยจน “ดูเหมือนไม่มีความสามารถจะดึงกลับ”
เสียงเตือนเรื่องหนี้ไม่ได้มาจาก Goldman เพียงรายเดียว เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ผู้ก่อตั้งกองทุน Bridgewater Associates เคยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ “วงจรตายของหนี้” (debt death spiral) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลต้องกู้เพิ่มเพียงเพื่อจ่ายดอกเบี้ยหนี้เดิม วัฏจักรนี้จะยิ่งเร่งตัวเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นและนักลงทุนเริ่มไม่ต้องการถือพันธบัตร เขามองว่าแม้สหรัฐฯ จะไม่ผิดนัดชำระหนี้ตรงๆ แต่ทางออกหนึ่งที่มีแนวโน้มสูงคือ “ให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินมาซื้อหนี้” ซึ่งจะลงเอยด้วยการลดค่าของเงิน (depreciation of money)
เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอ JPMorgan Chase ก็ระบุอย่างชัดเจนว่าระดับหนี้สหรัฐฯ ปัจจุบัน “ไม่ยั่งยืน” โดยเตือนว่า “คุณไม่สามารถกู้เงินได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุด” และหนี้จะ “กัดกลับ” ในอนาคต แม้เขายังมองภาพระยะ 6–12 เดือนข้างหน้าเป็นบวก แต่ชี้ว่าการขาดดุลในระดับสูงทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลกจะกลายเป็นปัจจัยที่เปลี่ยนเกมในระยะยาว
ลาร์รี ฟิงก์ (Larry Fink) ซีอีโอ BlackRock ให้สัมภาษณ์ว่าหนี้สหรัฐฯ กว่า 38 ล้านล้านดอลลาร์ “วันหนึ่งจะกลายเป็นเรื่องใหญ่” โดยเฉพาะในมิติ “ความเชื่อมั่น” ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงของตลาดโลก เขาเตือนว่าหากนักลงทุนต่างชาติลังเลที่จะซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ อย่างจริงจัง เราอาจเห็นภาวะที่เงินเฟ้อไม่สูงมาก แต่ดอกเบี้ยจะต้องอยู่ในระดับ “สูงคา” เพราะรัฐบาลต้องยอมจ่ายผลตอบแทนมากขึ้นเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ
ตัวเลขจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขามินนิอาโปลิส ระบุว่า อำนาจซื้อของเงิน 100 ดอลลาร์ในปี 2025 เทียบได้กับเพียงราว 12 ดอลลาร์ในปี 1970 สะท้อนผลสะสมของเงินเฟ้อและการอ่อนค่าของดอลลาร์ในระยะยาว ขณะที่คณะกรรมการเพื่อบประมาณที่รับผิดชอบ (Committee for a Responsible Federal Budget: CRFB) ประเมินว่า ร่างกฎหมาย One Big Beautiful Act Bill (OBBBA) จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.5 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2034
ท่ามกลางฉากหลังดังกล่าว นักลงทุนระดับโลกจึงเร่งมองหาวิธี “กันกระแทก” พอร์ตการลงทุน เรย์ ดาลิโอแนะนำว่าผู้ลงทุนส่วนใหญ่ “ยังถือทองคำไม่เพียงพอ” โดยมองว่าทองคำเป็นตัวกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาวิกฤต และชี้ว่าธนาคารกลางหลายแห่งกำลังเพิ่มการถือครองทองคำอย่างจริงจัง ขณะที่ไดมอนก็เคยกล่าวว่าทองคำในสภาพแวดล้อมปัจจุบันสามารถ “ขึ้นได้ถึง 10,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์” แม้จะไม่ได้ระบุกรอบเวลาอย่างชัดเจน
โซโลมอนสรุปว่า ทางออกที่แท้จริงของสหรัฐฯ อยู่ที่การยกระดับ “ศักยภาพการเติบโต” มากกว่าหวังพึ่งการขึ้นภาษีหรือประหยัดรายจ่ายอย่างเดียว โดยชี้ว่าความแตกต่างระหว่างการเติบโตเฉลี่ย 2% กับ 3% ต่อปีในระยะยาวมีผลต่อสมการหนี้–จีดีพีอย่างมหาศาล จุดร่วมของคำเตือนจาก Goldman Sachs, Bridgewater, JPMorgan และ BlackRock คือ หากสหรัฐฯ ไม่เร่งจัดการรากฐานการเติบโตและวินัยการคลัง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เคยถือว่าพันธบัตรสหรัฐฯ เป็น “ปลอดภัยที่สุดในโลก” อาจสั่นคลอนเร็วกว่าที่การเมืองในวอชิงตันรับมือทัน
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.yahoo.com/finance/news/reckoning-goldman-sachs-ceo-says-140000505.html