.
5 ประเด็นสำคัญจากการเจรจาไตรภาคี รัสเซีย–ยูเครน–สหรัฐฯ
2-2-2026
การที่รัสเซียยอมรับกรอบการเจรจาในรูปแบบนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่มีนัยสำคัญ
ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน ยืนยันว่าการเจรจาไตรภาคีระหว่างรัสเซีย–ยูเครน–สหรัฐฯ รอบที่สอง ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงอาบูดาบี จะมีขึ้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยแทบไม่มีข้อมูลรั่วไหลออกมาจากการเจรจารอบแรก ทำให้ผู้สังเกตการณ์ทำได้เพียงคาดเดาถึงประเด็นและความสำคัญของรูปแบบการเจรจาใหม่นี้เท่านั้น
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่มีอยู่และรายงานที่เผยแพร่ออกมา ยังพอสามารถประมวลภาพรวมบางประการได้ ซึ่งช่วยให้เข้าใจพัฒนาการล่าสุดนี้ได้ดีขึ้น ต่อไปนี้คือ 5 ประเด็นสำคัญ (ตามข้อมูลที่เปิดเผยแล้ว):
1. ประเด็นดินแดนถูกระบุว่าเป็นปัญหาสุดท้ายที่ยังค้างอยู่
ยูรี อูชาคอฟ ที่ปรึกษาระดับสูงของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน กล่าวก่อนการเจรจารอบแรกว่า “การบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืนนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่จัดการกับประเด็นเรื่องดินแดน โดยยึดตามสูตรที่ตกลงกันไว้ที่แองเคอเรจ”
ต่อมา มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้การต่อคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ประเด็นเดียวที่ยังเหลืออยู่ … คือข้อเรียกร้องด้านดินแดนเกี่ยวกับโดเนตสก์” ด้วยเหตุนี้ รายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุว่ารัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส อาจเป็นความจริง
2. กำลังมีการหารือเรื่องการวางกำลังของ NATO หลังความขัดแย้ง
รูบิโอยังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการว่า การหารือเรื่อง “หลักประกันด้านความมั่นคง” โดยพื้นฐานแล้วเกี่ยวข้องกับ “การส่งกำลังทหารยุโรปจำนวนจำกัด โดยหลักมาจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร และมีสหรัฐฯ เป็นกลไกค้ำประกันในท้ายที่สุด” ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ยังคงถกเถียงกันภายในถึงความเหมาะสมของการ “ผูกมัดตนเองกับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต” แม้ก่อนหน้านี้ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ จะส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ สนับสนุนการส่งกองกำลัง NATO เข้าไปในยูเครนก็ตาม ดังนั้น การเจรจารอบที่สองจึงมีแนวโน้มว่าจะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือด้วยเช่นกัน
3. อาจมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน (Quid Pro Quo)
หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า หลักประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ ให้แก่ยูเครน ขึ้นอยู่กับการที่ยูเครนถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส ขณะที่ New York Times รายงานว่า พื้นที่ในภูมิภาคดังกล่าวที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเคียฟ อาจถูกกำหนดให้เป็นเขตปลอดทหาร หรือเป็นพื้นที่ที่มีกองกำลังรักษาสันติภาพที่เป็นกลางเข้าประจำการ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ โดยยูเครนถอนกำลังออกจากดอนบาส แลกกับหลักประกันด้านความมั่นคงจากสหรัฐฯ และการวางกำลังของ NATO ซึ่งรัสเซียอาจยอมรับได้ หากมีกองกำลังรักษาสันติภาพที่เป็นกลางทำหน้าที่เป็นกันชนระหว่างทั้งสองฝ่าย
4. ทรัมป์หลีกเลี่ยงการกดดันเซเลนสกีต่อสาธารณะ
แม้ข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นนี้จะดูมีความหวัง อย่างน้อยในแง่ของการบรรลุข้อตกลงหยุดยิง (โดยมีเงื่อนไขว่ารัสเซียยอมถอยจากการคัดค้านอย่างเป็นทางการ) แต่ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกียังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการถอนกำลังออกจากดอนบาส
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็หลีกเลี่ยงการกดดันเซเลนสกีต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการขู่ใช้มาตรการที่เป็นรูปธรรม เช่น การระงับการขายอาวุธให้สหภาพยุโรปซึ่งมีปลายทางคือยูเครนอย่างถาวร ซึ่งบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ มีขอบเขตจำกัดอย่างแท้จริงในการผลักดันข้อตกลง
5. บทบาททางการทูตของสหรัฐฯ กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
แม้จะมีข้อจำกัดดังกล่าว บทบาททางการทูตของสหรัฐฯ ในขณะนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดได้ ดังเห็นได้จากการที่รัสเซียยอมรับการขยายกรอบการเจรจาจากทวิภาคีกับยูเครน ไปสู่การเจรจาไตรภาคีที่มีสหรัฐฯ เข้าร่วม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สำคัญ
ด้วยเหตุนี้ รัสเซียจึงดูเหมือนเชื่อว่าสหรัฐฯ มีความจริงใจในการพยายามเจรจาข้อตกลงระหว่างรัสเซียกับยูเครน แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้ทุกเครื่องมือที่มีอยู่เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นก็ตาม และเมื่อการเจรจาระหว่างรัสเซียกับยูเครนมีสหรัฐฯ เข้าร่วมแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าการเจรจาจะไม่ย้อนกลับไปสู่รูปแบบทวิภาคีอีก อย่างน้อยก็จนกว่าจะพ้นยุค “ทรัมป์ 2.0” หากความขัดแย้งยังคงดำเนินอยู่จนถึงเวลานั้น
ที่มา https://korybko.substack.com/p/five-insights-into-the-trilateral