.
จีนเทขายทองคำและเงินเขย่าตลาดโลก รับแรงกระแทกนโยบายดอลลาร์จากวอชิงตัน
2-2-2026
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ตลาดโลหะมีค่าทั่วโลกเผชิญความปั่นป่วนรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมื่อราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้า “เงิน” (silver) ร่วงลงถึง 26% ภายในวันเดียว และราคาทองคำ (gold) ดิ่งลง 9% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้เล่นในตลาด ซึ่งก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ราคายังพุ่งทำสถิติสูงสุดจากแรงเก็งกำไรระลอกใหญ่ที่มีจุดเริ่มจากนักลงทุนจีน
ในประวัติศาสตร์ของตลาดเงิน ราคามีโอกาสยืนเหนือระดับ 40 ดอลลาร์ต่อออนซ์เพียงไม่กี่ช่วงสั้นๆ ก่อนปีที่ผ่านมา ทว่าบนหน้าจอซื้อขายเมื่อวันศุกร์ เทรดเดอร์ที่อ่อนล้าต้องเห็นราคาทรุดลง “มากกว่านั้น” ภายในเวลาไม่ถึง 20 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ค้าทองแดง (copper) ยังไม่ทันหายมึนจากการที่ราคาทะยานผ่าน 14,500 ดอลลาร์ต่อตัน ก่อนทรุดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
หลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เทรดเดอร์ในตลาดโลหะทั่วโลกต้องเฝ้าจอซื้อขายตลอดคืน เพื่อเกาะติดการเคลื่อนไหวของราคาตั้งแต่ทองคำ ทองแดง ไปจนถึงดีบุก (tin) ที่ดูเหมือนจะ “หลุดกรอบปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์–อุปทาน” และถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสเงินร้อนจากนักเก็งกำไรในจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมื่อภาวะ “ฟองเก็งกำไร” กลับทิศเป็นการร่วงหนักครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เงินร่วงลง 26% ในวันเดียว ถือเป็นการดิ่งลงรายวันที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ขณะที่ทองคำเผชิญวันเลวร้ายที่สุดในรอบกว่าทศวรรษจากการปรับลง 9%
โดมินิค สเปิร์เซิล (Dominik Sperzel) หัวหน้าฝ่ายเทรดดิ้งของ Heraeus Precious Metals ผู้ผลิตและกลั่นโลหะมีค่ารายสำคัญ ระบุว่า “ในตลอดเส้นทางอาชีพของผม นี่เป็นช่วงเวลาที่ปั่นป่วนที่สุดที่เคยเห็น ทองคำเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง แต่การเคลื่อนไหวแบบนี้ไม่ใช่ภาพของความมั่นคงเลย”
แม้จะมีการตีความว่าปัจจัยจุดชนวนสำคัญต่อการร่วงลงรุนแรงในวันศุกร์มาจากข่าวว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) มีแผนเสนอชื่อเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: Fed) คนใหม่ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทันที แต่ผู้เล่นจำนวนมากเตือนมาระยะหนึ่งแล้วว่าระดับราคาตลาดโลหะเริ่ม “ตึงตัวเกินเหตุ” และอาจถึงเวลาปรับฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ความเร็วและความรุนแรงของการร่วงครั้งนี้ยังเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะในตลาดทองคำที่มีขนาดใหญ่และสภาพคล่องสูง
เทรดเดอร์ในยุโรปและสหรัฐฯ ต้องทำงานแทบไม่หยุดเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาซื้อขายในตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นช่วงที่มักเกิดการเคลื่อนไหวรุนแรงที่สุด หลายคนถึงขั้นเทรดผ่านเครื่องบินไฟลต์ยาวโดยไม่ปิดจอ ขณะที่ผู้บริหารซึ่งเข้าร่วมงานประชุมเหรียญโลหะมีค่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จัดขึ้นในเยอรมนีเมื่อสัปดาห์ก่อน ต่างยืนเงียบมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ราคากำลังดิ่งลงอย่างรวดเร็ว
นิกกี ชีลส์ (Nicky Shiels) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โลหะของ MKS PAMP SA ใช้คำว่า “parabolic” “frenzied” และ “untradeable” ในการบรรยายสภาพตลาดเมื่อวันศุกร์ พร้อมระบุว่าเดือนมกราคม 2026 จะถูกบันทึกว่าเป็น “เดือนที่ผันผวนที่สุดในประวัติศาสตร์โลหะมีค่า”
แรงซื้อจากจีนจุดฟองเก็งกำไร
การปรับขึ้นของราคาทองคำมีปัจจัยสะสมมาหลายปี จากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งเพิ่มการถือครองทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากดอลลาร์ และเร่งตัวขึ้นในปีที่ผ่านมา เมื่อผู้ลงทุนฝั่งตะวันตกจำนวนมากเข้าซื้อทองคำภายใต้กรอบ “ดีลป้องกันการเสื่อมค่าเงิน” (debasement trade)
อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ล่าสุด การพุ่งขึ้นของราคาเริ่มแสดงลักษณะที่ “ร้อนแรงผิดปกติ” จากแรงซื้อของนักเก็งกำไรจีน ตั้งแต่นักลงทุนรายย่อยไปจนถึงกองทุนหุ้นรายใหญ่ที่ขยายการลงทุนเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้โลหะต่างๆ ตั้งแต่ทองแดงถึงเงินทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ผู้เล่นประเภท trend-following เช่น Commodity Trading Advisors (CTA) ก็เข้าร่วมเทรนด์ และยิ่งเพิ่มแรงฟองในตลาด
เจย์ แฮตฟิลด์ (Jay Hatfield) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Infrastructure Capital Advisors กล่าวว่าบริษัทได้สังเกตมาตั้งแต่สามถึงสี่สัปดาห์ก่อนแล้วว่า การปรับขึ้นของราคาตลาดโลหะ “ไม่ใช่การขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทรดตามโมเมนตัม” โดยยอมรับว่า “เราแค่ขี่กระแสไป พร้อมรอจังหวะแบบนี้จะเกิดขึ้น”
ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเฟด และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ตั้งแต่วิกฤตเวเนซุเอลาไปจนถึงอิหร่าน การพุ่งขึ้นของราคาทองและโลหะมีค่าได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ไว้วางใจต่อดอลลาร์ของนักลงทุนบางกลุ่ม เมื่อแรงโมเมนตัมดึงดูดผู้ซื้อเข้ามาเรื่อยๆ “กระแสทอง–เงินฟีเวอร์” แพร่ไปตั้งแต่ผู้บริโภคในจีนไปจนถึงเยอรมนี คล้ายกับบรรยากาศในปี 1979–1980 ซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ตลาดโลหะผันผวนอย่างรุนแรงในลักษณะนี้
สเปิร์เซิลจาก Heraeus ระบุว่า “เราขายบาร์ขนาดบางประเภทหมดล่วงหน้าไปหลายสัปดาห์แล้ว แต่ผู้คนก็ยังซื้ออยู่ดี ผู้คนยืนเข้าแถวหลายชั่วโมงหน้าร้านเพื่อซื้อสินค้า” เขายังย้ำว่าบริษัทกำลังเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อให้ทันกับความต้องการ
ตลาดเงินได้รับผลกระทบหนักที่สุด ด้วยขนาดตลาดที่เล็กกว่าทองคำมาก มูลค่าซัพพลายต่อปีของเงินคิดเป็นราว 98,000 ล้านดอลลาร์ในระดับราคา ณ ปัจจุบัน เทียบกับประมาณ 787,000 ล้านดอลลาร์สำหรับทองคำ เมื่อวันศุกร์ กองทุน iShares Silver Trust (SLV) ซึ่งเป็น ETF ที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์เงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าการซื้อขายทะลุ 40,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เป็นหนึ่งในหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายมากที่สุดของโลกในวันนั้น ทั้งที่ไม่กี่เดือนก่อนยังมีมูลค่าซื้อขายรายวันเพียงราว 2,000 ล้านดอลลาร์
ในตลาดออปชันก็เกิดภาพร้อนแรงไม่ต่างกัน สัญญา call options ทั้งใน ETF ทองคำและเงินพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุด โดยปริมาณ call options ใน SLV สูงกว่าปริมาณ call ของ ETF หลักที่อ้างอิงดัชนี Nasdaq 100 เสียอีก เทรดเดอร์รายย่อยจำนวนมากมองออปชันเป็นช่องทางต้นทุนต่ำในการเก็งกำไรจากการพุ่งขึ้นของราคา เมื่อมีสถานะ call ค้างอยู่จำนวนมาก ย่อมสร้างเงื่อนไขสำหรับ “short squeeze” ในช่วงราคาขึ้น เนื่องจากดีลเลอร์จะต้องเร่งซื้อสินทรัพย์อ้างอิงเพิ่มเพื่อป้องกันความเสี่ยง (delta hedging) เมื่อราคาขยับขึ้น ซึ่งยิ่งไปกระตุ้นการไต่ระดับของราคา
อเล็กซานเดอร์ แคมป์เบลล์ (Alexander Campbell) อดีตหัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Bridgewater Associates อธิบายว่า “พอราคา squeezed ขึ้น ดีลเลอร์ก็ต้องซื้อเพิ่มแบบอัตโนมัติ นั่นอธิบายได้ว่าทำไมราคาขึ้นเร็วมาก และลงเร็วไม่แพ้กัน”
จากสัญญาณเฟดใหม่สู่จุดหักเห
คำกล่าวของทรัมป์เมื่อวันอังคารที่บอกว่า “ดอลลาร์ที่ถูกกดดันอยู่กำลังทำได้ดีมาก” เป็นอีกหนึ่งตัวกระตุ้นที่จุดกระแสซื้อโลหะรอบสุดท้าย ส่งผลให้ราคาทอง เงิน และทองแดงทำสถิติสูงสุดใหม่ภายในวันพฤหัสบดี โดยทองคำแตะ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เงินทะลุ 121 ดอลลาร์ และทองแดงขึ้นไปถึง 14,527.50 ดอลลาร์ต่อตัน
สัญญาณการกลับทิศเริ่มปรากฏในช่วงท้ายการซื้อขายวันพฤหัสบดี เมื่อค่าเงินดอลลาร์พลิกแข็งค่าขึ้นพร้อมกับตลาดสหรัฐฯ เปิดทำการ ราคาทองคำร่วงลงทันที โดยในช่วงหนึ่งราคาทองคำลดลงมากกว่า 200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเวลาราว 10 นาที ราคาพยายามทรงตัวอยู่ชั่วคราว ก่อนที่สื่อหลายสำนักรายงานข่าวว่าทรัมป์มีแผนเสนอชื่อเควิน วอร์ชเป็นประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งถูกตีความว่ามีโอกาสนำไปสู่นโยบายการเงินที่ “เหยี่ยว” มากขึ้น บรรยากาศในตลาดเอเชียที่เคยเป็นจุดเริ่มของแรงซื้อทุกเช้า กลับพลิกเป็นจังหวะที่นักลงทุนจีน “ขายทำกำไร” แทน
“จีนขาย แล้วตอนนี้เรากำลังรับผลจากสิ่งนั้น” แคมป์เบลล์กล่าว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้อาจขึ้นอยู่กับทิศทางของนักลงทุนจีนอีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกจับตาเมื่อถึงเวลาเปิดตลาดซื้อขายในเซี่ยงไฮ้คืนวันอาทิตย์ตามเวลาในนิวยอร์ก เพื่อดูว่าความต้องการซื้อโลหะจะฟื้นตัวได้มากน้อยเพียงใดหลังการร่วงอย่างรุนแรง ข้อจำกัดด้านเพดานการเคลื่อนไหวราคาต่อวันในช่วง 16%–19% สำหรับสัญญาเงินบางประเภทบนตลาดจีน อาจทำให้ราคาที่เซี่ยงไฮ้ต้อง “เร่งตาม” ราคาต่างประเทศในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี การพักตัวของราคาในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นฤดูกาลซื้อสินค้าทองคำตามธรรมเนียม อาจเปิดจังหวะเข้าซื้อให้กับนักลงทุนรายย่อยที่พลาดโอกาสในรอบก่อน เทรดเดอร์ในย่านสุ่ยเป่ย (Shuibei) ซึ่งเป็นศูนย์กลางซื้อขายโลหะมีค่ารายใหญ่ของจีน ระบุว่า ความตึงตัวในตลาดเงินเริ่มผ่อนคลายลง โดยในช่วงสุดสัปดาห์มีแรงขายมากกว่าซื้อ แต่ยังไม่เห็นสัญญาณตื่นตระหนก และราคาซื้อขายเงินในสุ่ยเป่ยยังคงอยู่เหนือราคาสัญญาในตลาดแลกเปลี่ยน
ในขณะที่ความสนใจของรายย่อยเริ่มเย็นลง ธนาคารจีนหลายแห่งก็ประกาศมาตรการใหม่เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากผลิตภัณฑ์สะสมทองคำสำหรับลูกค้ารายย่อย ต่อเนื่องจากชุดมาตรการตลอดปีที่ผ่านมา China Construction Bank ระบุว่าจะปรับเพิ่มเงินฝากขั้นต่ำของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และเรียกร้องให้นักลงทุนตระหนักถึงความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ Industrial and Commercial Bank of China ประกาศใช้มาตรการควบคุมโควตาสำหรับบริการ “Ruyi Gold Savings” ในช่วงวันหยุดยาว
หลิว ชุนหมิน (Liu Shunmin) หัวหน้าฝ่ายบริหารความเสี่ยงของบริษัทผู้ค้าโลหะมีค่า Shenzhen Guoxing Precious Metal Co. กล่าวว่า “ทองคำยังแข็งแรงอยู่ ผมเห็นผู้ซื้อเข้ามาซื้อจังหวะย่อตัวจำนวนมากในช่วงสองวันที่ผ่านมา โดยเฉพาะเครื่องประดับและบาร์ก่อนตรุษจีน ส่วนเงินนั้น นักเทรดจำนวนมากเลือก ‘ยืนดูเฉยๆ’ มากกว่าจะเข้าซื้อทันที”
---
IMCT NEWS
ที่มา https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-02-01/how-chinese-speculators-set-the-stage-for-gold-and-silver-crash?srnd=homepage-americas